Tuesday, August 16, 2011

Apple VS Exxon

สัปดาห์ก่อนมีข่าว เล็กๆ เกี่ยวกับหุ้นที่น่าสนใจและน่าจะเรียกได้ว่าเป็นหุ้น "สุดยอดแห่งทศวรรษ" ของโลก นั่นก็คือ หุ้นของบริษัท Apple Inc. ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ยี่ ห้อแม็ค ไอโฟน ไอแพด และอื่นๆ ที่ครองใจผู้ใช้ทั้งโลก สินค้าหลายชนิดของบริษัทนั้นเป็นที่นิยมขนาดที่คนต้อง "เข้าคิวซื้อ" และคนที่ได้ครอบครองสินค้าในมือนั้นมีความรู้สึกภาคภูมิใจและอยากจะอวดกับเพื่อนฝูง มันเป็นสินค้าที่ทำให้คนดูทันสมัยและ "มีระดับ" ในสังคม ข่าวที่ว่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แต่เป็นข่าวที่ว่าหุ้นของบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐนั้นมีราคาปรับตัวขึ้นจนทำให้มันมีมูลค่าสูงที่สุด และเอาชนะหุ้นของบริษัท Exxon Mobil หรือที่คนไทยรู้จักกัน ก็คือ เอสโซ่ บริษัทน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหรัฐและในโลกมาช้านาน

ลองมาดูกันว่าบริษัทแอ๊ปเปิ้ลมีผลประกอบการดีอย่างไร และทำไมหุ้นจึงเติบโตมาได้ขนาดนี้เทียบกับบริษัทเอสโซ่ที่ทำธุรกิจน้ำมันและ พลังงานที่ก็น่าจะโดดเด่นสุดยอดเหมือนกัน เพราะเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจที่โลกกำลังมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในชีวิตของมนุษย์ยุคปัจจุบัน

พูดถึงมูลค่าหุ้นในตลาดของแอ๊ปเปิ้ลและเอ็กซอนนั้น ขณะนี้ ก็อยู่ที่ประมาณ 350 พันล้านดอลลาร์เท่าๆ กันหรือคิดเป็นเงินไทย ก็คือ ประมาณ 10 ล้าน ล้านบาท หรือพอๆ กับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยทั้งปี และใหญ่กว่ามูลค่ารวมของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ที่ประมาณ 8.7 ล้านล้านบาท พูดอีกทางหนึ่ง ก็คือ หุ้นแอ๊ปเปิ้ลตัวเดียวนั้นก็ใหญ่กว่าหุ้นไทยทั้งตลาดแล้ว

ดูทางด้านทรัพย์สินว่าบริษัทมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ปรากฏว่าแอ๊ปเปิ้ลมีทรัพย์สินเพียง ประมาณ 100 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ ประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่เนื่องจากทรัพย์สินประมาณ 8 แสนล้านบาทนั้นเป็นเงินสดที่บริษัทเก็บไว้ไม่ได้จ่ายปันผลออกมานาน ดังนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว ทรัพย์สินที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินงานของบริษัทนั้นน่าจะมีเพียงประมาณ 2.2 ล้านล้านบาทเท่านั้น ส่วนของเอ็กซอนนั้น มีทรัพย์สินถึงประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์ หรือใหญ่เป็น 3 เท่าของแอ๊ปเปิ้ล หรือคิดเป็นเงินไทย ก็คือ 9 ล้าน ล้านบาท เอ็กซอนมีเงินสดอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาทแต่มีหนี้อยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ในขณะที่แอ๊ปเปิ้ลนั้นไม่มีหนี้เลย ดังนั้น ถ้าจะพูดอย่างคร่าว ๆ ก็คือ เอ็กซอนนั้นใช้ทรัพย์สินเพื่อดำเนินงานประมาณ 4 เท่า ของแอ๊ปเปิ้ล

มองทางด้านรายได้ แอ๊ปเปิ้ลมียอดขายต่อปีประมาณ 100 พันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือเท่ากับ 3 ล้านล้านบาท ในขณะที่เอ็กซอนมียอดขายสูงกว่ามาก คือ ประมาณ 400 พันล้านหรือคิดเป็น 4 เท่าของแอ๊ปเปิ้ล หรือคิดเป็นเงินไทยถึง 12 ล้านล้านบาท มากกว่าผลผลิตมวลรวมประชาชาติของไทย พูดง่ายๆ บริษัทเอ็กซอนบริษัทเดียวขายน้ำมันทั้งปีมีมูลค่าสูงกว่าสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศผลิตในเวลาเดียวกัน

ถ้ามองจากทรัพย์สินและยอดขายก็จะเห็นว่าบริษัทเอ็กซอนนั้นมีทรัพย์สินมากกว่าแอ๊ปเปิ้ล 4 เท่าและมีรายได้หรือยอดขายต่อปีมากกว่าแอ๊ปเปิ้ล 4 เท่าเหมือนกัน ดังนั้น เราอาจจะพูดได้ว่าถ้าเปรียบเทียบโดยขนาดของบริษัทแล้ว แอ๊ปเปิ้ลนั้นเล็กกว่าเอ็กซอนถึง 3 เท่าหรือ แอ๊ปเปิ้ลนั้นมีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของเอ็กซอนเท่านั้น แต่มูลค่าตลาดของหุ้นของทั้งสองบริษัทกลับใหญ่เท่าๆ กัน อะไรทำให้มันเป็นอย่างนั้น หุ้นของแอ๊ปเปิ้ลมีราคา "เวอร์" เกินความเป็นจริงหรือเปล่า

ผลการดำเนินงานหรือกำไรของแอ๊ปเปิ้ลในปีที่ผ่านมาเท่ากับ 23.6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท ในขณะที่ของเอ็กซอนเท่ากับ 37.9 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท คิดแล้วมากกว่าประมาณ 60% อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรของแอ๊ปเปิ้ลดูเหมือนจะสูงกว่าของเอ็กซอนมาก เพราะอัตราส่วนกำไรต่อยอดขายของแอ๊ปเปิ้ลเท่ากับประมาณ 24% ในขณะที่ของเอ็กซอน เท่ากับประมาณ 10% เท่านั้น พูดง่ายๆ การขายสินค้าไฮเทคที่สุดทันสมัยของแอ๊ปเปิ้ลแต่ละเครื่องนั้น กำไรดีกว่าการขายน้ำมันทุกบาร์เรลที่เหมือนๆ กันทุกบริษัท

กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นซึ่งถือว่าเป็นกำไรที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับนั้นของแอ๊ปเปิ้ลสูงมากถึง 42% และถ้าหากไม่นับเงินสดที่แอ๊ปเปิ้ลมีมากเกินความจำเป็นแล้ว กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของแอ๊ปเปิ้ลจริงๆ อาจจะสูงถึง 50-60% ทีเดียว ในขณะที่ของเอ็กซอนนั้นอยู่ที่ 25% ซึ่งถ้าจะพูดไปก็สูงมากอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงสามารถพูดได้ว่ากิจการของเอ็กซอนนั้นทำกำไรได้ดีมากและของแอ๊ปเปิ้ลนั้นน่าจะ "ดีสุดยอด" ในแง่ของการทำกำไร

ในด้านของการเติบโตของกำไรนั้น การเพิ่มขึ้นของกำไรไตรมาสนี้เมื่อเปรียบเทียบกับของปีที่แล้วก็พบว่าแอ๊ปเปิ้ลโตขึ้นถึง 125% ในขณะที่เอ็กซอนโตขึ้นถึง 41% เช่นกัน เป็นการแสดงให้เห็นว่าหุ้นสองตัวนี้ต่างก็เป็น "ดารา" ทั้งคู่ เพียงแต่แอ๊ปเปิ้ลนั้นเป็น "ซูเปอร์สตาร์" ที่มาแรงจริงๆ

มาดูทางด้านของความถูกความแพงของหุ้นกันบ้าง แอ๊ปเปิ้ลนั้นมีค่า PE เท่ากับ 14.8 เท่า และค่า PB เท่ากับ 4.9 เท่า หรือถ้าเราหักเงินสดที่มากเกินออกไปซึ่งจะทำให้มูลค่าทางบัญชีหรือค่า B ลดลง ค่า PB ก็น่าจะอยู่ในหลักประมาณ 8 เท่า ในส่วนของเอ็กซอนนั้น ค่า PE เท่ากับ 9.5 เท่า ในขณะที่ค่า PB เท่ากับ 2.2 เท่า ดูไปแล้วราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทก็ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐและแม้แต่หุ้นไทย ว่าที่จริงอาจจะเข้าข่ายเป็นหุ้น Value หรือหุ้นเน้นคุณค่าด้วยซ้ำ เหนือสิ่งอื่นใด แอ๊ปเปิ้ลนั้นน่าจะ เป็น "ราชัน" ของหุ้นไฮเทค

ส่วนเอ็กซอนนั้นก็น่าจะเป็นราชันของหุ้นพลังงาน ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมต่างก็กำลังร้อนแรงและเติบโตกันทั้งคู่ แต่เหตุที่หุ้นมีราคาถูกนั้นอาจจะเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาตกต่ำก็เป็นได้ และนี่ก็อาจจะเป็นช่วง เวลา "ซื้อ" สำหรับคนที่ชอบหุ้นประเภทซูเปอร์สต็อก

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่องของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ผ่านมาในระยะยาว ผมมองย้อนหลังไปประมาณ 8 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นแอ๊ปเปิ้ลยังไม่ได้ไปไหนนิ่งๆ มานานนับสิบปีและเป็นช่วงที่ สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอ คนปัจจุบันเริ่มกลับเข้ามาบริหารบริษัทใหม่หลังจากที่ถูกไล่ออกไปหลายปี ในขณะนั้นหุ้น แอ๊ปเปิ้ลมีราคาประมาณ 7 ดอลลาร์ ในเวลาเดียวกัน หุ้นเอ็กซอนมีราคาประมาณ 34 ดอลลาร์ นั่นคือ ช่วงกลางปี 2003 พอถึงกลางปี 2008 หุ้นแอ๊ปเปิ้ลขึ้นไปถึง 187 ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นไปเป็น 95 ดอลลาร์ ในเวลา 5 ปี แอ๊ปเปิ้ลขึ้นไป 25.7 เท่าและหุ้นเอ็กซอนขึ้นไปเพียง 1.79 เท่า ในช่วงวิกฤติปลายปี 2008 หุ้นแอ๊ปเปิ้ลตกลงมาเหลือ 80 ดอลลาร์ต้นๆ หรือลดลงถึง 56% ส่วนหุ้นเอ็กซอนตกลงมาเหลือประมาณ 62 ดอลลาร์ หรือลดลง 35% แต่หลังจากนั้น จนถึงปัจจุบันหุ้นแอ๊ปเปิ้ลก็ปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 374 ดอลลาร์หรือขึ้นมา 3.5 เท่า ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นมาเป็น 72 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเพียง 16% และยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติ โดยสรุปแล้วในช่วงประมาณ 8 ปี หุ้นแอ๊ปเปิ้ลขึ้นมาประมาณ 52 เท่า ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นมาประมาณ 1.1 เท่า

ข้อสรุปรวบยอดของผม ก็คือ ในช่วงเวลา 8 ปี หุ้นแอ๊ปเปิ้ลซึ่งเคยเป็นหุ้นที่ค่อนข้างเล็กมีมูลค่าตลาดประมาณ 2 แสนล้านบาท ได้เติบโตมหาศาลกลายเป็นหุ้น 10 ล้าน ล้านบาท เท่ากับหุ้นเอ็กซอนซึ่งเป็นหุ้นยักษ์ใหญ่ระดับต้นของโลก หุ้นเอ็กซอนเองนั้นเมื่อ 8 ปีก่อนก็น่าจะเป็นหุ้นระดับต้นของโลกที่มีมูลค่าถึง เกือบ 5 ล้านล้านบาท คนที่ลงทุนในหุ้นเอ็กซอนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมานั้นก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่เลวเฉลี่ยประมาณปีละ 10% แต่ถ้าใครลงทุนและถือหุ้นแอ๊ปเปิ้ลผ่านร้อนผ่านหนาวและวิกฤติเศรษฐกิจมาถึงวันนี้ ก็อาจจะกลายเป็นเศรษฐีโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย

และนี่ก็คือ ความแตกต่างระหว่างหุ้นบลูชิพอย่างเอ็กซอน กับหุ้นซูเปอร์สต็อกอย่างหุ้นแอ๊ปเปิ้ล

บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 16 สิงหาคม 2554

เปลี่ยน VS ไม่เปลี่ยน

ในการลงทุนของ "เซียน" หรือนักลงทุนที่ "มุ่งมั่น" ดูเหมือนว่า จะมีความคิดเกี่ยวกับอนาคตของกิจการ 2 แนวทาง กลุ่มของเซียนที่กล้าได้ กล้าเสีย อายุน้อยกว่า กระตือรือร้นกว่า และมีสปิริตของ "นักเก็งกำไร" มากกว่า จะชอบการลงทุนในบริษัทที่กำลังมีการ"เปลี่ยนแปลง" ในพื้นฐานที่สำคัญของกิจการ พวกเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลง จะทำให้มูลค่าที่แท้จริงของกิจการเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ และนั่นเป็นโอกาสที่เขาจะทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว

นักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกลุ่มนี้จะมีอายุมากกว่า อนุรักษนิยมกว่า เป็นพวกที่เน้นความปลอดภัยสูง และมีสปิริตของ"นักลงทุน" มากกว่าการเทรดหุ้น พวกเขาชอบการลงทุนในบริษัทที่มีความแน่นอนของผลประกอบการ และชอบกิจการที่ "ไม่เปลี่ยนแปลง" ในพื้นฐานที่สำคัญของกิจการ

พวกเขาเชื่อว่ากิจการที่มีความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายๆ จะทำให้เขาประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้แม่นยำ ดังนั้นการซื้อหุ้นลงทุน จึงผิดพลาดน้อยกว่ากิจการที่มี หรือเปลี่ยนแปลงสูง คนกลุ่มนี้คิดว่า ผลตอบแทนที่จะได้จากหุ้นมากๆ อยู่ที่การเติบโตของกิจการในอนาคตจากผลิตภัณฑ์เดิมๆ ของบริษัท

พูดง่ายๆ พวกเขาเชื่อว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆ ตามการเติบโตของยอดขายและกำไรของบริษัท ดังนั้นวิธีทำเงิน ก็คือ ซื้อหุ้นที่มีลักษณะดังกล่าวแล้วถือยาว โดยไม่ต้องทำอะไร ยกเว้นคอยติดตามผลการดำเนินงานของบริษัท การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่สำคัญของกิจการ จำแนกเป็นหลายๆ กลุ่ม

กลุ่มแรก พบได้มากที่สุด จะเป็น เรื่องของบริษัทขนาดเล็ก โดยเฉพาะบริษัทที่เคยมีปัญหาในการดำเนินงานและกำลัง "ฟื้นฟู" กิจการ โดยผู้ถือหุ้นและผู้บริหารกลุ่มใหม่ การที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก ทำให้การเปลี่ยนแปลงแบบ "พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ" ทำได้ง่าย

วิธีการ ก็คือ เพิ่มทุนโดยผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่แล้ว ประกาศเปลี่ยนธุรกิจ จากธุรกิจเดิมเป็นธุรกิจที่ "มีโอกาส" ทำกำไรได้รวดเร็ว เพราะผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่เคยทำธุรกิจนั้นอยู่ หรืออาจจะเป็นธุรกิจที่กำลัง "ร้อนแรง" และการเข้าสู่ธุรกิจทำได้ง่าย หรือถ้าเป็นบริษัทด้านบริการ อาจหันไปจับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบันเทิง หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสื่อสารแบบไร้สายและอินเทอร์เน็ต ต่างๆ เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลง "พื้นฐาน" ของกิจการ เพราะการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ หรือผลิตภัณฑ์อย่างสิ้นเชิง ถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ จริงอยู่ ในระยะยาวอาจมีกำไร และทำให้บริษัทที่เคยมีปัญหาฟื้นตัวได้ แต่หากกำไรที่ทำได้ เป็น"กำไรปกติ" ที่เหมาะสมกับ "เงินลงทุน" ที่ใส่เข้าไป ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอาจเท่ากับ 10% ต่อปีในระยะยาว

ถ้าเป็นแบบนี้ มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท และราคาหุ้นไม่น่าจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ความหมาย คือ ใส่เงินใหม่เข้าไปเท่าไร ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเท่านั้นในระยะยาว

ในระยะสั้นราคาหุ้นย่อมขึ้นอยู่กับ "ความเชื่อ" ของนักเล่นหุ้น ถ้า"สปอนเซอร์" หรือคนที่เข้ามาเปลี่ยนกิจการ โน้มน้าวให้คนเชื่อว่า บริษัททำกิจการใหม่มีกำไรได้รวดเร็ว และสูงเหมือนกับกิจการอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน คนก็จะเข้ามาซื้อหุ้น และทำให้ราคาขึ้นรวดเร็ว และคนที่เข้าไปเปลี่ยนกิจการ ก็ขายหุ้นทำกำไรได้มากและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

กลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของกิจการที่เป็นบริษัทใหญ่ขึ้นมา และไม่มีปัญหาการดำเนินงาน น่าจะเป็นกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลงในวิธี หรือกลยุทธ์สำคัญในการทำธุรกิจ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการ เทคโอเวอร์กิจการ ที่เป็นคู่แข่ง และหรือเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมของตน และในกระบวนการนั้น ทำให้เกิดความได้เปรียบ เพราะขนาดหรือทำให้เกิดความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ในสายตาของลูกค้า ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้นชัดเจน เมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่จ่ายไป ลักษณะนี้จะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นมั่นคง และราคาหุ้นปรับตัวขึ้นรับกับ "พื้นฐานใหม่" คนที่เข้าไปซื้อหุ้นไว้ก่อนในราคาต่ำได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

เช่นเดียวกัน ราคาหุ้นอาจขึ้นไปทันที เพราะนักเล่นหุ้นเชื่อว่าสิ่งที่บริษัททำจะเป็นจริง ในระยะยาวแล้ว ผลประกอบการที่ประกาศออกมา จะเป็นตัวกำหนดพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไป ดีขึ้นหรือเลวลง และราคาหุ้นจะสะท้อนพื้นฐานนั้น

คนที่ "หากิน" กับการเปลี่ยนแปลงของกิจการ บ่อยครั้งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นฐานระยะยาวจริงๆ พวกเขามองหาการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น และมีผลดีต่อผลการดำเนินงานบริษัท เช่น บริษัทหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ถ้าราคาสินค้าหรือบริการกำลังปรับตัวขึ้น และเขาคิดว่าด้วยความไม่สมดุลของการผลิต และการบริโภคที่เกิดขึ้น จะทำให้ราคาโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นไปอีกมาก แบบนี้ การซื้อหุ้นไว้ก่อนก็จะทำให้ได้กำไรมหาศาล คนที่คาดการณ์ได้จริงๆ ก็หาได้ยาก โอกาสผิดพลาดมักจะมีสูง

การเล่นหุ้นที่กำลังมีการ "เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ" จึงเป็นเรื่องน่าเร้าใจ บ่อยครั้งไม่จำเป็นต้องคาดถูก หรือผิดด้วยซ้ำ เพียงแต่คาดถูกต้องว่า "คนอื่นเชื่ออย่างไร" เพราะราคาหุ้นในระยะสั้น อยู่ที่ความเชื่อไม่ใช่ความจริง ผลตอบแทนของการคาดการณ์ถูกต้องนั้นสูงมาก เช่นเดียวกัน ผลตอบแทนจากการคาดผิดก็เลวร้ายได้ไม่แพ้กัน

คนเล่นเกมนี้ ต้องเข้าใจว่า มีบางคนได้เปรียบกว่าคนอื่น อย่างน้อย "สปอนเซอร์" ก็รู้ดีกว่าคนนอก ผู้เล่นรายใหญ่ที่มีพลังการซื้อ และการชี้นำสูงได้เปรียบรายย่อยที่เป็นฝ่ายรับข้อมูลมากกว่า

กลับมาในกลุ่มคนที่หากินกับการ "ไม่เปลี่ยนแปลง" นี่คือ ยุทธศาสตร์การลงทุนที่ "น่าเบื่อ" เพราะตัวธุรกิจที่บริษัททำอยู่ มักเป็นธุรกิจที่ไม่ใคร่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือเป็นธุรกิจ "รูทีน" ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นมานาน ส่วนใหญ่อาจนับสิบๆ ปี

หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นกิจการที่ "แข็งแกร่ง" หรือ "ยิ่งใหญ่" ทั้งด้านการตลาดและการเงิน เมื่อเทียบกับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน ผลประกอบการ มักจะคาดการณ์ได้ แต่เติบโตขึ้นหลายสิบหรือร้อยๆ เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาสั้นๆ ตัวหุ้นเองก็มักจะไม่ปรับตัวขึ้นหรือลงหวือหวา

ดังนั้นถ้าคนชอบมีชีวิตการลงทุนมั่นคง และไม่ต้องการความกังวลใจกับการลงทุน นี่ก็เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ และในระยะยาว ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอาจไม่แพ้การลงทุน ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสำหรับนักลงทุนที่มีศักยภาพพอๆ กัน

บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 9 สิงหาคม 2554

สุลต่านในฮาเร็ม

ลองจินตนาการดูว่า จะมีความสุขแค่ไหนถ้าเราเป็นสุลต่านที่มีความมั่งคั่งและอำนาจเด็ดขาดที่ สามารถสั่งการเรื่องใดก็ได้ในอาณาจักรของตนเอง ทุกเช้าเวลาสิบโมงตรง หญิงงาม 500 คน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามจะถูกบัญชาให้เดินเรียงแถวเข้าเสนอตัว ให้สุลต่านคัดเลือก เพื่อให้เป็นนางบำเรอหรือเป็นคู่ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขแล้วแต่ที่สุลต่านจะ ต้องการ

สาวงามแต่ละคนต่างก็อวดโฉมและเสนอตัวด้วยมารยาต่างๆ เพื่อหวังจะได้รับเลือกให้เป็นคู่ของสุลต่าน การได้รับเลือกเป็นความฝันสูงสุดของทุกคน สุลต่านเองก็มีประวัติและข้อมูลเฉพาะตัวเกี่ยวกับหญิงสาว เช่น อายุ ความสูง ส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย รวมถึงอุปนิสัยและความสามารถต่างๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนสาวงามที่มากมาย ดูเหมือนว่าการเลือกสาวดูเหมือนจะยุ่งยากอยู่ไม่น้อย คำถาม ก็คือ จะเลือกไว้สักกี่คน และจะเลือกคนไหน ที่จะทำให้เกิดความสุขสูงสุด

ถ้าเป็นสุลต่านที่กำลังมีความกำหนัดสูงและไม่ทันได้คิดถึงอนาคตที่ตามมา พระองค์ก็จะรีบที่จะเลือกสาวตั้งแต่คนต้นๆ สาวที่พระองค์คิดว่ามีความงดงามหรือมีจริตกิริยาน่ารักน่าใคร่ก็จะถูกเลือก ไว้อย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าและก่อนที่จะถึงสาวคนสุดท้าย พระองค์ก็จะได้ “นางบำเรอ” จำนวนมากมาเป็นคู่ ชีวิตหลังจากนั้น ดูเหมือนว่าจะสับสนวุ่นวาย สุลต่านไม่รู้แม้แต่ชื่อของหญิงทุกคนที่มาสัมพันธ์กับตนเองไม่ต้องพูดถึง ความ “โรแมนติก” ที่จะได้รับจากการที่ได้กอดกับผู้หญิงที่รู้และเข้าอกเข้าใจ

ไม่เป็นการดีกว่าหรือที่สุลต่านจะเลือกหญิงงามแค่สัก 7 คน อืม..สัก 6 คนก็น่าจะพอ เพราะการ “ได้พัก” สักหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์น่าจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าการ “มีความสุข” ทุกวันโดยไม่ได้พักเลย ดังนั้น สิ่งที่สุลต่านควรทำ ก็คือ การกำหนดตั้งแต่ต้นว่าตนต้องการผู้หญิงที่จะมาเป็นคู่ที่จะเข้าใจกันและกัน เป็นอย่างดี และมีความผูกพันที่ลึกซึ้งยาวนานพอสมควร ไม่ใช่ความสัมพันธ์อันฉาบฉวย จำนวนเพียง 6 คน ไม่ใช่สาวงามเป็นสิบๆ หรือเป็นร้อยคน

การเลือกสาวงามเพียง 6 คนจากจำนวน 500 คนนั้น ถ้าจะให้สาวงามเดินแถวเรียงเข้ามาเพื่อให้พิจารณาคงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสน เข็ญ สาวงามแต่ละคนก็มี “จุดเด่น” และจุดด้อยกันคนละอย่างทำให้ตัดสินใจได้ยาก เหนือสิ่งอื่นใด สาวงามแต่ละคนต่างก็พยายาม “พรีเซ้นท์” ตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อหวังให้ได้รับการคัดเลือก นี่อาจจะทำให้สุลต่าน “หลง” ไปกับสาวงามบางคนที่อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติที่ดีเท่าที่ควร ถ้าเช่นนั้นสุลต่านจะทำอย่างไรดี

วิธีที่จะคัดสาวงามที่จะทำให้ได้คนที่สวยและดีที่สุด ก็คือ การตั้ง “เกณฑ์” เพื่อจะตัดสาวงามที่มีคุณสมบัติบางประการไม่ถึงขั้นจะเป็นเลิศออก ตัวอย่างเกณฑ์ข้อหนึ่ง ก็คือ สาวที่มีความสูงไม่ถึง 170 เซนติเมตรก็ไม่ต้องเดินเข้ามาโชว์ตัว เกณฑ์ข้ออื่น ๆ อาจจะเป็นเรื่องของส่วนโค้งส่วนเว้าหรือคุณสมบัติอื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการของสุลต่าน ยิ่งต้องการคนน้อยเท่าไรเมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งหมด เกณฑ์ก็จะต้องเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น บางทีแค่ว่าตาเล็กใหญ่ไม่เท่ากันก็ต้องถูกคัดออกแล้ว ด้วยวิธีการแบบนี้ สุลต่านก็จะเหลือสาวงามจำนวนไม่มากที่จะพิจารณาคัดเลือก และนางงามเหล่านี้ต่างก็จะต้องสวยสดงดงามระดับนางงามอยู่แล้ว มิฉะนั้น ก็จะไม่สามารถผ่านเกณฑ์ที่เข้มงวดมาได้ ถึงขั้นนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากที่สุลต่านจะได้สาวในฝันมาบำเรอตนเอง

ในชีวิตจริงเราคงไม่สามารถเลือกสาวดังกล่าว ในชีวิตจริงนั้น บางคนก็สามารถเลือกคู่ได้มากกว่าคนอื่น คนที่มีทรัพย์สมบัติหรือรูปสมบัติที่ดีมากๆ ก็มักมีแนวโน้มที่จะเลือกคนอื่นประเภท “หล่อเลือกได้” “รวยเลือกได้” หรือสมัยนี้ก็อาจจะ “สวยเลือกได้” แต่สำหรับผมเองแล้ว ดูเหมือนว่าชีวิตนี้มักจะออกในแนว “ถูกเขาเลือก” ตลอดมา หลาย ๆ ครั้งผมคิดว่าผมอยู่ในสถานะที่ “เสียเปรียบ” ไม่ว่าในการทำงานหรือการใช้ชีวิต บ่อยครั้งผม “เสนอตัว” เพื่อที่จะให้เขาเลือก เช่น เสนอตัวให้เขาเลือกเป็นพนักงาน หรือเสนอตัวเพื่อให้เขาเลือกให้เราและบริษัทเราทำงานให้เขา แต่ก็มักไม่ได้รับการคัดเลือก ประเด็น ก็คือ คุณสมบัติของเราไม่ดีพอ หน้าตารูปร่างเราไม่เด่นพอ เราไม่ได้มาจากสถาบันการศึกษาที่ดีเยี่ยมระดับโลก อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรมแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องของ “โชคชะตา” เราไม่ได้เกิดมาเป็น “สุลต่าน”

แต่ครั้นแล้วผมก็พบว่า ยังมีสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ผมสามารถทำลายความ “ด้อย” ทุกอย่างที่ผมมี ในสถานที่แห่งนั้น ผมจะเป็น “สุลต่าน” ที่ผมจะเป็นฝ่ายที่เลือกได้ตามอำเภอใจ ที่นั่น ก็คือ “ตลาดหุ้น” ทุก 10 โมงเช้า จะมีหุ้นกว่า 500 ตัวเสนอตัวออกมาให้ผมเลือกว่าจะลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนโดยที่ผมไม่ต้องแม้แต่จะ ขอร้องให้ออกมาโชว์ตัว หุ้นกว่า 500 ตัวนี้ ผมไม่มีความจำเป็นและไม่อยากที่จะมีไว้ครอบครองเกินกว่า 10-20 ตัว ว่าที่จริงหุ้นที่มีนัยสำคัญที่จะเป็น “คู่แท้” ที่ผมอยากมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนยาวนานนั้น ผมคิดว่ามีสัก 6 ตัว ก็เพียงพอและมีความสุขแล้ว การเกี่ยวข้องกับหุ้นจำนวนมากก็คงเหมือนกับการเกี่ยวข้องกับหญิงสาวของ สุลต่าน มันไม่มีความโรแมนติกเสียเลย

วิธีการคัดเลือกหุ้นของผมก็เหมือนกับการคัดตัวหญิงสาวของสุลต่าน ผมตั้งเกณฑ์เข้มข้นว่าหุ้นประเภทไหนบ้างที่ผมไม่สนใจและจะคัดออกจากการ พิจารณา สุลต่านกำหนดว่านางงามของตนนั้นต้องสูงอย่างน้อย 170 เซนติเมตร หุ้นของผมอาจจะต้องเป็นหุ้นที่ “โต” หรือโตเร็ว หุ้นที่กิจการไม่โตหรือจะเล็กลงในอนาคตผมจะตัดออก อะไรทำนองนี้ ถ้าจะว่าไป เกณฑ์ของผมคงจะเข้มงวดมาก ผมคิดว่ามีหุ้นหลายร้อยตัวในตลาดที่ผมแทบไม่พิจารณาเลย ผมทำได้ เพราะผมคิดว่า ในตลาดหลักทรัพย์นั้น ผมเป็น “สุลต่าน” ไม่ว่าหุ้นจะ “สวย” แค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิที่จะมาเลือกผม ผมจะเป็นคนเลือกว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อมัน เหนือสิ่งอื่นใด ผมต้องการหุ้นแค่ 5- 6 เท่านั้นที่จะทำให้ผมประสบความสำเร็จในการลงทุน

ประเด็นที่สำคัญสำหรับผม ก็คือ ผมจะต้องตระหนักตลอดเวลาว่า ผมจะไม่ถูกหุ้น “เลือก” ความหมาย ก็คือ หุ้นนั้นก็คงเหมือนหญิง 500 คนที่เสนอตัวให้สุลต่านเลือก พวกหล่อนต้องแต่งตัวดีและยั่วเย้าเพื่อให้สุลต่านหลงเพื่อจะได้รับการ เลือก หุ้นจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์นั้น เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับหญิงของสุลต่านที่พยายามยั่วให้คนมาซื้อ นั่นคือ ในทุกๆ วันจะมีหุ้นบางตัวมีราคาและปริมาณการซื้อขายที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างหวือหวา และนั่น “ยั่ว” ให้นักเล่นหุ้นสนใจเข้าไปร่วมซื้อขายอย่างไม่ได้พินิจพิจารณาเป็นอย่างดี พวกเขาเข้าไปซื้อเพราะหวังกำไรอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ว่าที่จริงเขา “ถูกเลือก” ให้เข้าไป “เล่น” ในสถานการณ์แบบนี้ โอกาสที่จะได้ “หุ้นงาม” นั้นมีน้อย แต่โอกาสที่จะเสียจะมีมากกว่า น่าเสียดายที่คนเล่นหุ้นรายย่อยในตลาดนั้น ส่วนใหญ่แล้ว มัก “ถูกเลือก” มากกว่าเป็น “ผู้เลือก”

บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 2 สิงหาคม 2554

ลงทุนแบบผู้หญิง

ความแตกต่างในการลง ทุนระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง มีการพูดถึงกันอยู่เรื่อยๆ ในสังคมไทยดูเหมือนจะมีการยอมรับพอสมควรว่า ผู้ชายเป็นนักลงทุนที่ดีกว่า โดยมีเหตุผลหลายๆ อย่างเช่น ผู้ชายตัดสินใจได้ "เด็ดขาด" กว่า ไม่ "ลังเล" แบบผู้หญิง ผู้ชายกล้าได้กล้าเสียกว่า ผู้ชายมีความมั่นใจในตนเองสูงกว่า ผู้ชายฟังคนอื่นน้อยกว่า และผู้ชายเก่งกว่าในด้านตัวเลข ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น ด้วยความคิดนี้ ประกอบกับการที่คนมองเห็น แต่ "เซียนหุ้น" ที่เป็นผู้ชายเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ "การลงทุนแบบผู้หญิง" เป็นวิธีการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นการลงทุนที่พึงหลีกเลี่ยง ถ้าไม่อยากขาดทุน หรือไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน ทั้งหมดที่พูดถึงนี้ เป็นความคิดของคนไทยที่โลกของการลงทุนยังถูกครอบงำโดยบุรุษเพศ

ในต่างประเทศมีการศึกษาเรื่องจิตวิทยาของผู้หญิงกับการลงทุนมากมาย พบว่า สิ่งที่คนไทยจำนวนมากอาจจะคิดนั้นไม่เป็นจริง การลงทุนแบบ "ผู้หญิง" เขาพบว่าเป็นวิธีการลงทุนที่เหนือกว่าการลงทุนแบบ "ผู้ชาย" และสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ชาย "แพ้" มีสาเหตุสำคัญหลายๆ อย่าง เรื่องหนึ่ง ก็คือ ผู้ชายมีความมั่นใจในตนเองสูงเกินไป และสำคัญตนเองผิดว่า ตนเองมีความเก่งเหนือกว่าคนอื่นโดยเฉลี่ย ทำให้ผมนึกถึงการศึกษาที่ให้คนจัดเกรดตนเองว่า ขับรถได้ดีแค่ไหน ซึ่งผู้ชายส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ตนเองขับรถได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งทางทฤษฎีแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะความเป็นจริง ก็คือ ต้องมีคนครึ่งหนึ่งที่ขับรถดีกว่าค่าเฉลี่ย และอีกครึ่งหนึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย มาลองดูกันว่าการศึกษาเรื่องการลงทุนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายเป็นอย่างไร

การศึกษาในตลาดสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้หญิงซื้อขายหุ้นบ่อยน้อยกว่าผู้ชาย แปลว่าผู้หญิงถือหุ้นยาวกว่าผู้ชาย นี่คงเป็นเรื่องการตัดสินใจที่ผู้ชายมักจะทำเร็วและเด็ดขาดกว่า แต่การซื้อๆ ขายๆ หุ้นบ่อย ทำให้เกิดค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายสูง การ "ขาดทุน" จากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายก็จะ "กินกำไร" ที่ควรจะได้ไปไม่น้อย ยิ่งในตลาดอเมริกาที่ต้องเสียภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้นด้วย ยิ่งทำให้ผลตอบแทนของผู้ชายลดลงเมื่อเทียบกับผู้หญิง

คุณสมบัติข้อต่อมาของผู้หญิง ก็คือ มักกลัวความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย คนที่ลงทุนแบบผู้หญิงมักต้องการ Margin of Safety หรือส่วนต่างเผื่อความปลอดภัยสูงกว่า นี่ก็เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้การลงทุนแบบผู้หญิงเหนือกว่าการลงทุนแบบที่ "กล้าได้กล้าเสีย" แบบผู้ชาย จริงอยู่ การลงทุนแบบที่กล้าเสี่ยงมากๆ เช่น การลงทุนในหุ้นที่ผันผวนมาก หรือการใช้มาร์จินซื้อหุ้นเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนแบบผู้ชาย "รวยไปเลย" แต่หลายคนที่ผิดพลาดก็ "จนไปเลย" มองในแง่ค่าเฉลี่ยระยะยาวแล้ว การลงทุนที่เน้นความปลอดภัยสูงน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ผู้หญิงนั้นจะมองโลกในแง่ที่ดีน้อยกว่าผู้ชาย ผู้หญิงมองโลกในแง่ที่เป็นจริงมากกว่า เวลาที่ตลาดสดใสมาก ผู้หญิงก็จะไม่ "ฝันเฟื่อง" มากเท่าผู้ชาย เช่นเดียวกัน เวลาที่ตลาดเลวร้าย ผู้หญิงก็มักจะไม่ "หดหู่" เท่าผู้ชาย มองในแง่นี้ ผู้หญิงก็จะไม่เป็น "เหยื่ออารมณ์" ของ "นายตลาด" เท่าผู้ชาย พูดง่ายๆ ผู้หญิงจะไม่ซื้อขายตามภาวะตลาดมากเท่าผู้ชาย ซึ่งมักทำให้ผู้หญิงมีแนวโน้มน้อยกว่าผู้ชาย ที่จะซื้อตอนตลาดแพงและขายตอนตลาดถูก

ผู้หญิงมีความละเอียดลออมากกว่าผู้ชายในเรื่องของการศึกษาหาข้อมูลเพื่อ การลงทุน การ "คิดแล้ว คิดอีก" "อ่านแล้ว อ่านอีก" จนมั่นใจว่าไม่พลาดแน่ เป็นวิธีการลงทุนระยะยาวที่ดีกว่าการรีบตัดสินใจซื้อขายโดยที่ยังไม่ได้ ศึกษาอย่างรอบคอบ ดังนั้น นิสัยผู้หญิงแบบนี้ จึงเป็นนิสัยการลงทุนที่น่าจะประสบความสำเร็จสูงกว่านิสัยแบบผู้ชายที่มัก เอาเร็วเข้าว่า

ผู้ชายมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่าผู้หญิง มักเชื่อว่าตนเอง "รู้" หรือมีความรู้เรื่องต่างๆ มากกว่าที่เป็นจริง ขณะที่ผู้หญิง มักยอมรับว่าพวกเธอรู้เรื่องอะไรบ้าง และเรื่องอะไรที่ไม่รู้ มองในแง่นี้ ผู้ชายอาจจะมีแนวโน้มลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้มากกว่าผู้หญิง การลงทุนในสิ่งที่ตนเองคิดว่ารู้ดีแต่จริงๆ แล้วตนเองไม่รู้ ย่อมมีอันตรายสูง การลงทุนแบบผู้หญิงในแง่นี้ น่าจะมีความปลอดภัยสูงกว่า และย่อมหมายความว่า ผลตอบแทนในระยะยาวต้องดีกว่า

ผู้หญิงเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่าผู้ชาย พูดง่ายๆ ผู้หญิง "เจ็บแล้วจำ" มากกว่าผู้ชาย นี่ก็เป็นคุณสมบัติที่ดีในการลงทุน เพราะการลงทุน บ่อยครั้งมากที่เรามักจะทำผิด "ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า" อาจเนื่องจาก "ความโลภ" ที่อยากจะได้กำไรสูง ทำให้ลืมบทเรียนความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือไม่ก็คิดว่าครั้งนี้ "ไม่เหมือนเดิม"

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึง ก็คือ ผู้หญิงมักจะเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อน หรืออยู่ใต้อิทธิพลของเพื่อน น้อยกว่าผู้ชาย พูดง่ายๆ ผู้ชายเวลาตัดสินใจอะไร ถ้ามีเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานจับตาดูอยู่ เขาจะมี "แรงกดดัน" มากกว่าผู้หญิงที่ต้องทำตามแนวทางของกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ถ้าเขารู้ว่าผลตอบแทนการลงทุนของเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานกำลังโดดเด่นมาก เพราะพวกเขากำลังเล่น หรือลงทุนหุ้นบางกลุ่มในภาวะตลาดที่กำลังร้อนแรง ก็ยากที่ผู้ชายจะอยู่ "นิ่งเฉย" ไม่ยอมเปลี่ยนแนวทางการลงทุนของตนเอง และยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า มองในแง่นี้ การลงทุนแบบผู้หญิงน่าจะมีหลักการที่มั่นคง และเป็นสิ่งที่ตนเองมีความชำนาญมากกว่า ผู้หญิงน่าจะตัดสินใจที่อิสระมากกว่าผู้ชาย

ผลการลงทุนของผู้หญิงโดยทั่วไปในอเมริกา เพราะซื้อขายหุ้นน้อยกว่า นั่นอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ผลตอบแทนดีกว่าผู้ชาย แต่ด้านของมืออาชีพที่บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ที่ต้องอาศัยฝีมือและอารมณ์ขั้นสูงสุด ก็พบว่า ผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ที่เป็นผู้หญิง สามารถสร้างผลงานเฉลี่ยที่ดีกว่าผู้ชาย รวมถึงผลตอบแทนสม่ำเสมอกว่าผู้บริหารชาย ที่สำคัญ ในยามที่ตลาดเลวร้ายมาก ผลตอบแทนของผู้บริหารหญิง จะเลวร้ายน้อยกว่าของผู้บริหารชายมาก

หลายคนยังอาจจะสงสัยว่า ทำไมนักลงทุนเอกของโลก ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้สูงมากอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ปีเตอร์ ลินช์ และอีกหลายๆ คนจึงมีแต่ผู้ชาย แล้วจะบอกได้อย่างไรว่าการลงทุน "แบบผู้หญิง" มีประสิทธิภาพเหนือกว่า ประเด็นนี้ คำตอบน่าจะมีได้สองทาง ทางแรก คือ การลงทุนแบบผู้ชาย มีความผันผวนสูงมาก คนที่ทำได้ดีก็ดีมากๆ แต่คนที่ทำได้แย่ ผลงานก็ "ตกเหว" ไปเลย โดยค่าเฉลี่ยต่ำกว่าการลงทุนของผู้หญิง

คำอธิบายอีกทางหนึ่ง ก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือเซียนหุ้นที่ประสบความสำเร็จระดับโลกที่เป็นผู้ชาย แท้ที่จริงแล้ว เขาใช้แนวทางการลงทุนแบบ "ผู้หญิง" ส่วนการที่ยังไม่มีผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็น "เซียนระดับโลก" อาจจะเป็นเรื่องของ "เวลา" ก็ได้

เหนือสิ่งอื่นใด ผู้หญิงเพิ่งจะก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุนไม่นานนัก ในอนาคต อาจจะได้เห็นเซียนที่เป็นผู้หญิงก็ได้ นี่รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ผมคิดว่า ในที่สุดต้องมี "เซียนหุ้นหญิง" เหมือนกัน

บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 26 กรกฎาคม 2554

Wednesday, July 20, 2011

หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่

หุ้นกลุ่มหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ ที่แทบไม่เคยสร้างความผิดหวังให้แก่นักลงทุนระยะยาวเลยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็คือ หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ ที่เรียกว่า Modern Trade เพราะหุ้นในกลุ่มนี้ แทบทุกตัวให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจทั้งในด้านของเงินปันผล และราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ ต่อเนื่องมาตลอด ที่สำคัญ แม้ในยามที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ หุ้นส่วนใหญ่มีราคาตกลงมาก หุ้นกลุ่มค้าปลีกก็ไม่ได้ตกลงมากนัก และเมื่อภาวะวิกฤติผ่านไป ราคาก็กลับมาที่เดิมและปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

ถ้าจะพูดไป หุ้นค้าปลีกช่วงเร็วๆ นี้ เป็นทั้งหุ้น Defensive หรือหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้าย และเป็นหุ้น Growth หรือหุ้นที่เติบโต อยู่ในตัวเดียวกัน หุ้นหลายตัวในกลุ่ม ก็ให้ปันผลสูงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น Dividend Stock หรือ "หุ้นปันผล" ที่จ่ายปันผลงดงามทุกไตรมาส และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้หุ้นกลุ่ม Modern Trade ส่วนใหญ่มีราคาสูงเมื่อเทียบกับกำไรของบริษัท หรือมี PE สูงมากโดยเฉพาะในช่วงหลังๆ

ก่อนที่ผมจะพูดว่า ทำไมหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่จึงได้ราคาที่สูงกว่าหุ้นในกลุ่มอื่นๆ ผมอยากจะทำความเข้าใจก่อนว่า หุ้นที่อยู่ในข่าย Modern Trade คือ หุ้นกลุ่มไหน เพราะหลายคนอาจบอกว่า นี่คือ หุ้นกลุ่มพาณิชย์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ในนิยามของผม ต้องเป็นหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนทั่วไปทั้งประเทศ การขายจะขายผ่านเครือข่ายร้านสาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ ราคาสินค้าที่ขายมักเท่ากัน ไม่ว่าจะขายในร้านหรู ในกรุงเทพฯ หรือร้านค้าต่างจังหวัด ตัวสินค้าก็มีความหลากหลายและใกล้เคียงกันในแต่ละสาขา ระบบการทำงานของสาขาทั้งหมดจะต่อถึงกันผ่านสำนักงานใหญ่ ข้อมูลการขายสินค้า จะเป็นระบบรวมศูนย์ ที่ทำให้การบริหารงานขาย มักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเทียบกับร้านค้าแบบ "ดั้งเดิม" ที่มักจะมีร้านเพียงร้านเดียว หรือมีสาขาน้อยมาก

หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในหุ้นกลุ่มพาณิชย์ เริ่มตั้งแต่ หุ้น BIGC ซึ่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาถูกที่เรียกว่า Discount Store แบบที่เป็นร้านค้าขนาดใหญ่ ขายสินค้าที่ต้องกินต้องใช้ประจำวัน และสินค้าราคาถูกอื่นๆ หุ้นCPALL เจ้าของร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่ขายสินค้าปริมาณเล็กๆ น้อยๆ เน้นความสะดวกเพราะอยู่ใกล้ชุมชน หุ้น HMPRO ซึ่งขายสินค้าปรับปรุงและตกแต่งบ้าน หุ้น GLOBAL ซึ่งขายวัสดุก่อสร้าง หุ้น IT ซึ่งขายสินค้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทค หุ้น MAKRO ขายสินค้าให้กับร้านค้าโชห่วยและกิจการอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร หรือโรงแรม หุ้น ROBINS ทำห้างสรรพสินค้าโรบินสัน นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพาณิชย์ เช่น หุ้น SE-ED ซึ่งเป็นร้านขายหนังสือ หุ้น JMART ขายโทรศัพท์มือถือ และยังมีหุ้นที่อาจจะเรียกว่าเป็น Modern Trade ได้เหมือนกันแต่ขายเฉพาะสินค้าจากโรงงาน หรือบริษัทของตนเองเป็นหลัก อย่างหุ้น DCC ซึ่งขายกระเบื้องก่อสร้าง หุ้น JUBILY ขายเครื่องประดับเพชร และหุ้น BGT ซึ่งขายเสื้อผ้า เป็นต้น

จุดเด่นของกิจการค้าปลีกสมัยใหม่นั้น มีหลายประการ เริ่มตั้งแต่ ข้อแรก คือ มักเป็นกิจการที่มีความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงานทั้งยอดขายและกำไร เหตุผล ก็คือ บริษัทมีการขายสินค้าให้กับคนจำนวนมาก มักจะเป็นแสนหรือล้านๆ รายการเปลี่ยนแปลงของยอดขายในแต่ละปีจะไม่มาก สินค้าที่ขายก็มักจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคน ซึ่งมักจะไม่เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันสั้น บริษัทสามารถกำหนดราคาขายให้อิงกับต้นทุนของบริษัทได้ทันที เพราะเป็นกิจการที่ซื้อมา-ขายไป ทำให้กำไรของบริษัทผันแปรไปตามยอดขายเสมอ

ข้อสอง กิจการ Modern Trade มักมีความเสี่ยงในการล้มละลายต่ำเนื่องจากบริษัทขายสินค้าเป็นเงินสด แต่จ่ายค่าสินค้าเป็นเงินเชื่อหลายเดือน ทำให้บริษัทมีเงินสดมากในขณะที่มักจะมีหนี้เงินกู้น้อย หลายบริษัทไม่มีหนี้เงินกู้จากธนาคารเลยและทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลให้ แก่ผู้ถือหุ้นได้สูงเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ บางบริษัทจ่ายถึง 100% และจ่ายทุกไตรมาส

ข้อสาม กิจการ Modern Trade ในตลาดหลักทรัพย์มักจะเป็นผู้นำในกลุ่มสินค้าที่ตนเองขาย เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่ บริษัทจึงมีความได้เปรียบคู่แข่งโดยเฉพาะ เมื่อเทียบกับร้านค้าแบบดั้งเดิม บริษัทจึงมักได้ส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บริษัทสามารถจะเติบโตไปได้เรื่อยๆ อย่างยาวนานทั้งๆ ที่ตัวอุตสาหกรรมโดยรวมอาจไม่ได้เติบโตมากนัก การเติบโตของกิจการค้าปลีกสมัยใหม่ นอกจากจะเติบโตจากร้านสาขาเดิมแล้ว ยังมักเติบโตจากการเปิดสาขาใหม่ด้วย หุ้นในกลุ่มนี้หลายๆ ตัวจึงเป็นหุ้น ที่ "เติบโต" ระยะยาว แม้อัตราการเติบโตของบางบริษัทอาจจะไม่สูงนัก

หุ้นค้าปลีก มีผลงานที่ดีและให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีมาตลอด แต่ในช่วงเร็วๆ นี้ดูเหมือนว่า จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นไปอีกหลังจากที่ไทยผ่านการเลือกตั้ง และกำลังมีรัฐบาลที่มีนโยบายในการเพิ่มรายได้ให้กับคนมีรายได้ต่ำ โดยการเพิ่มเงินเดือน และการ "ประกัน" ราคาสินค้าการเกษตรในระดับที่สูง ผลจากนโยบายนี้จะทำให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับอัตราเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายของกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในเวลาเดียวกัน จะช่วยลดต้นทุนของบริษัทลง จริงอยู่ที่ต้นทุนค่าแรงของบริษัทอาจจะเพิ่มขึ้น แต่บริษัทน่าจะส่งผ่านต้นทุนนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าได้ เพราะทุกบริษัทต้องจ่ายค่าแรงที่เพิ่มขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น หากเป็นไปตามภาพดังกล่าวนี้ กิจการค้าปลีกสมัยใหม่ส่วนใหญ่ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ น่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น และนี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นในช่วงนี้

ประเด็นที่ต้องคำนึงสำหรับหุ้นในกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ไม่ใช่เรื่องของผลประกอบการ หรือความเข้มแข็งของตัวธุรกิจ แต่น่าจะอยู่ที่ราคาหุ้น ที่มีการปรับตัวขึ้นมามาก และทำให้หุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีราคาที่ "ไม่ถูก" แล้ว ว่าที่จริง ถ้ามองจากค่า PE และค่า PB ผมคิดว่าน่าจะเป็นหุ้นกลุ่มที่ "แพงที่สุด" ในตลาดหลักทรัพย์ อาจจะพูดได้เหมือนกันว่ามันเป็นหุ้นกลุ่มที่ "ดีที่สุด" ในตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นกัน การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ช่วงเวลานี้ จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ในความคิดของผม หุ้นกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ถ้าจะลงทุนก็คงไม่ใช่แนวทางแบบ เบน เกรแฮม ที่เน้นหาหุ้นถูกเป็นหลัก แต่อาจจะเป็นแนวทางแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เน้นลงทุนหุ้นแบบ "ซูเปอร์สต็อก" คือ ลงทุนในหุ้นที่ดีสุดยอด ในราคาที่ยุติธรรม ว่าที่จริง บัฟเฟตต์ก็ซื้อหุ้นวอลมาร์ท ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อไม่นานมานี้ ในราคาที่ไม่ถูกเลย

บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 19 กรกฎาคม 2554

เส้นทางเศรษฐีหุ้นหนุ่ม

ปรากฏการณ์ที่น่า สนใจมากอย่างหนึ่งในแวดวงของนักลงทุน ที่ผมเห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ มีคนหนุ่ม (ที่เป็นสาวมีน้อยมาก) จำนวนไม่น้อย เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ตั้งแต่หรือก่อนที่จะเรียนจบมหาวิทยาลัย คนหนุ่มเหล่านี้ บางคนแทบจะไม่เคยทำงานเป็นพนักงานของหน่วยงานใด บางคนอาจจะทำงานกับธุรกิจ "ที่บ้าน" ที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก หลายคนก็ "ทำงานไปอย่างนั้นเอง" แต่ชีวิตจิตใจอาจจะอยู่กับการลงทุนในตลาดหุ้น

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าทึ่ง ก็คือ คนหนุ่มบางคน หลังจากที่ผ่านการลงทุนมาไม่กี่ปี ด้วยเงินที่น้อยมาก บัดนี้พวกเขาได้กลายเป็น "เศรษฐี" มีเงินหลายสิบล้าน หรือบางคนเป็นร้อยล้านบาทตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 30 ปี ผมพยายามวิเคราะห์หาว่า พวกเขาทำอย่างไรจึงสร้างตนเองให้ร่ำรวยได้เร็วขนาดนั้น และต่อไปนี้คือเส้นทางของพวกเขา ที่ผมจินตนาการขึ้น โดยอิงจากการที่ผมได้สัมผัสกับพวกเขาหลายๆ คน นำมาร้อยเรียงเป็นนิยาย "ร่วมสมัย"

คุณไว (มาจากภาษาอังกฤษว่า VI) เริ่มต้นด้วยเงินเพียง 250,000 บาท ด้วยความทุ่มเทเขาศึกษาการลงทุนอย่างหนัก ทั้งการลงทุนแบบพื้นฐาน และความคิดแบบนักเทคนิค เขาเข้าร่วมอบรมและสัมมนาจำนวนมาก เขาได้รู้จักนักลงทุนร่วมอุดมการณ์ทั้งผ่านเว็บไซต์การลงทุน และการเข้าร่วมในกิจกรรมการลงทุนต่างๆ เช่น ในงานแนะนำหรือเยี่ยมชมบริษัทจดทะเบียน เขาเริ่มเห็นว่า มีบริษัทที่มี "คุณภาพดี" จำนวนไม่น้อยที่อยู่ๆ ก็มีราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นมาก หลายตัวมีราคาขึ้นไปหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่เดือน เขาเริ่ม "จับได้" ว่า หุ้นเหล่านี้มักมีคุณสมบัติและ "พฤติกรรม" อย่างไร และเมื่อเขาเห็น เขาก็ทุ่มเงินทั้งหมดซื้อหุ้นตัวนั้นพร้อมๆ กับการใช้ มาร์จิน หรือกู้เงินจากโบรกเกอร์อีกเท่าตัวมาซื้อหุ้น ครั้งแรกด้วยเม็ดเงิน 500,000 บาท

หุ้นที่ซื้อมีราคาเพิ่มขึ้นตามคาดจาก 500,000 บาท เป็น 750,000 บาทในเวลาเดือนเดียว เขาสั่งซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นตามกำไรที่ได้ด้วยเงินมาร์จินที่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นอีกและเขาสั่งซื้อหุ้นเพิ่มอีกตามวงเงินมาร์จินที่ เพิ่มขึ้นอีก ในบางช่วงเมื่อหุ้นขึ้นไปแรง เขาก็ขายไปบ้างและก็กลับไปซื้อใหม่เมื่อหุ้นปรับตัวลง พอผ่านไป 3 เดือน เมื่อหุ้น เริ่ม "นิ่ง" นั่นคือ การวิ่งขึ้นลงของราคาและหรือปริมาณการซื้อขายเริ่มลดน้อยลง เขาก็ขายหุ้นทิ้งทั้งหมด เม็ดเงินที่เหลือของเขา คือ 1 ล้านบาท เขาทำกำไร 300% หรือ 3 เท่าภายในเวลา 3 เดือน

หลังจากนั้น เขาสังเกตเห็นหุ้นตัวใหม่ที่มีคุณสมบัติและพฤติกรรมคล้ายๆ กับหุ้นตัวเดิม ซึ่งเขาได้รับรู้ผ่าน "เครือข่าย" และเช่นเดิม เขาทุ่มเงิน 1 ล้านบาทที่มีอยู่พร้อมๆ กับการใช้มาร์จินเต็มอัตราอีก 1 ล้านบาทเข้าซื้อหุ้นตัวใหม่ และก็เช่นเคย หุ้นวิ่งตามคาด แต่เขาใช้เวลายาวกว่าหุ้นตัวเดิมในการทำเงินจาก 2 ล้านบาทเป็น 3 ล้านบาท หลังจากหักเงินกู้มาร์จิน เขาเหลือเงิน 2 ล้านบาท เมื่อลงทุนมาครบปีแรก เงิน 250,000 บาท กลายเป็นเงิน 2 ล้านบาท หลังจากลงทุนเพียง 1 ปี ผลตอบแทน คือ 700% ในหนึ่งปี เงินโตขึ้นมาเป็น 8 เท่า เขาเห็นแล้วว่านี่คือ "มหัศจรรย์" ของการลงทุน ในแบบ "ของเขา"

เงิน 2 ล้านบาทของเขายังคงถูกใช้ในการลงทุนตาม "สูตรเดิม" แต่ปรับเปลี่ยนบ้าง เขาเริ่มมีหุ้นเล่น 2-3 ตัวในเวลาเดียวกัน การใช้เงินมาร์จินก็ปรับลดลง จากเดิม 100% ก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็น 80% เหตุผลก็เป็นเพราะเขาไม่เจอหุ้นตัวที่ "ใช่" อย่างปีก่อน เขาเริ่มกลัวบ้างว่า การเล่นหุ้นตัวเดียวและใช้มาร์จินเต็มที่นั้นอันตราย เขาอาจจะพลาดได้ ว่าที่จริง เขาก็เคยพลาดจากหุ้นบางตัวแต่โชคดีที่เขา "ออก" ได้ทัน ปีที่สองนี้ พอร์ตของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านบาท ผลตอบแทน 100% แต่เขา รู้สึก "ผิดหวัง" เพราะเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของปีก่อนแล้ว น้อยลงมาก นั่นก็คือ ผลตอบแทนของเขาแพ้เพื่อนในกลุ่มอย่าง "ยับเยิน"

ปีที่สามของเขาผ่านไปอย่าง "ยากลำบาก" เพราะเกิด "ภาวะวิกฤติ" ผลตอบแทนติดลบถึง 25% เงินในพอร์ตเหลือ 3 ล้านบาท สูตรที่เคยใช้การได้ดีกลับกลายเป็นตรงกันข้าม หุ้นที่เขาเข้าลงทุนมีราคาลดลงมาก โชคยังดีที่เขาไม่ถูก "บังคับขาย" เพื่อรักษาอัตรามาร์จินไว้ พอขึ้นปีที่สี่ ทุกอย่างกลับมาสดใสดังเดิม เขามีความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นมาก บางครั้งเขาไม่ใช่แค่เป็น "ผู้ตาม" แต่เขาเป็น "ผู้นำ" ในการค้นหาหุ้นที่จะลงทุนและ "ผลักดัน" ราคาหุ้นให้ขึ้นไปด้วย สิ้นปีที่สี่ พอร์ตของเขาผ่านหลัก 10 ล้านไปได้เหมือน "ฝัน" เขาเริ่มได้รับการยอมรับว่าเป็น คนที่มีความสามารถสูงแม้อายุยังน้อย

ปีที่ห้าของคุณไว เขาเริ่มมีหุ้นหลายตัวมากขึ้น การใช้มาร์จินลดลง เฉลี่ยแล้วเขาใช้เพียง 50% เขาเริ่มเห็นว่าการรักษาเงินต้นไว้ เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การทำเงินมากๆ แต่มีความเสี่ยงสูง ด้วยภาวะตลาดหุ้นที่ยังสดใสและ "สูตร" การลงทุนของเขายังทำงานได้ดี ในช่วงหลังๆ นี้ สื่อสมัยใหม่ช่วยให้มีการเผยแพร่สูตรสำเร็จ ในการลงทุนรวมถึงตัวหุ้นที่น่าสนใจได้มากและเร็วขึ้น ทำให้พอร์ตลงทุนของเขาโตขึ้นอีก 100% เขามีเงิน 20 ล้าน และถือว่าเป็นเศรษฐีน้อยๆ คนหนึ่ง พ่อแม่เขาภาคภูมิใจมากที่ลูกหาเงินได้มาก และกลายเป็น "เศรษฐี" คนแรกของ "เครือญาติ" เพื่อนฝูงและคนรู้จักยอมรับในฝีมือของเขา บางคนถือว่าเขาเป็น "กูรู" คนหนึ่งของวงการหุ้น

ปีที่หกเริ่มต้นด้วยตลาดหุ้นที่ไม่สดใสนัก พอร์ตของคุณไวไม่ใคร่จะไปไหน ขณะนี้ เขาเริ่มรู้สึกว่าหุ้นมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เหนือสิ่งอื่นใด เงิน 20 ล้านของเขา หมายถึง ชีวิตที่ดีๆ ที่เขาต้องรักษาไว้โดยให้มีความเสี่ยงน้อยลง แน่นอน เขาอยากได้ผลตอบแทนมาก แต่ถ้ามันเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป เขาไม่อยากรับ มาร์จินที่เขาเคยใช้เต็ม ขณะนี้ลดลงมาก บางช่วงเขาไม่ได้ใช้เลย หุ้นที่เคยมีอยู่เพียง 2-3 ตัวก็กลายเป็น 7-8 ตัว เขายังใช้สูตรเดิมในการลงทุน แต่ผลกำไรที่ได้จากหุ้นแต่ละตัว เมื่อคิดเทียบกับพอร์ต 20 ล้านแล้วไม่มากนัก ซึ่งหุ้น 7-8 ตัวนั้น โอกาสที่เขาจะได้กำไรโดดเด่นทุกตัวดูเหมือนจะยาก จบปีที่หก ผลตอบแทนของเขาลดลงเหลือ 20% เมื่อเทียบกับอดีตแล้วลดลงมาก แต่เป็นผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ที่หุ้นแทบไม่ให้ผลตอบแทน เลย

ปลายปีที่หก คุณไวแต่งงานกับสาวสวยที่มีดีกรีเป็นแพทย์ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเขา เพราะเพื่อนๆ นักลงทุนของเขาที่ "ลงทุนเป็นอาชีพ" และไม่ได้ทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ที่ "มีหน้ามีตา" หลายคน ต่างแต่งงานหรือมีแฟนเป็นผู้หญิงที่ผู้ชายต่างหมายปอง บางทีการเป็น "เศรษฐี" ตั้งแต่อายุน้อย อาจจะลบล้างค่านิยมเก่าๆ ว่า คุณต้องมีงานการเป็นหลักเป็นฐานที่แน่นอนได้

ความสำเร็จในแบบของคุณไว ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายถ้ามองไปในอนาคต บางที คุณไวอาจจะโชคดีที่เริ่มต้นช่วง "โอกาสทอง" ที่หุ้นบางประเภท ปรับตัวขึ้นมาก คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้เจอแบบนั้น การใช้มาร์จินและลงทุนในหุ้นน้อยตัวเกินไป เป็นความเสี่ยงที่สูงเกินไป และอาจทำให้เรา "ติด" จนในที่สุดวันหนึ่งเราอาจจะพลาดอย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดหายนะได้ ผมคิดว่า การลงทุนโดยยึดหลักการที่เหมาะสม น่าจะเป็นทางเดินที่ดีกว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีความสามารถพิเศษในการลงทุน

บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 12 กรกฎาคม 2554

ข้อมูลที่ลำเอียง

เวลาที่รับข้อมูล เข้ามา สิ่งที่ Value Investor จะต้องพิจารณาก่อนที่จะนำไปใช้หรือนำไปวิเคราะห์ต่อก็คือ ข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง.ถ้าไม่ถูกต้อง น่าจะมากหรือน้อยเกินไป ดีเกินไปหรือแย่เกินไป วิธีที่จะดูหลักการสำคัญ คือ ดูว่าคนให้ข้อมูล "รู้จริง" หรือมีข้อมูลจริงไหม สิ่งที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่ง คือ คนที่ให้ข้อมูลมี "แรงจูงใจ" อะไรในการที่ให้ข้อมูล

เวลาที่มีนักเศรษฐศาสตร์มาบอกหรือพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเขามาจากหน่วยงานที่มีนักเศรษฐศาสตร์ ที่มักจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก และหน่วยงานนั้นไม่ได้อิงกับการเมืองในทางใดทางหนึ่ง ในกรณีแบบนี้ พวกเขาจะมีทั้งความรู้ ข้อมูล และไม่มีความ "ลำเอียง" ในการให้ความเห็นหรือพยากรณ์ ข้อมูลที่เราได้น่าจะเป็นข้อมูลที่เรานำไปใช้ได้อย่างสบายใจ พึงระลึกเสมอว่า การพยากรณ์เป็นศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก ก็มักทำนายผิดอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเวลาที่เราอ่านหรือฟังคำพยากรณ์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ผมคิดว่าอย่าไปเชื่ออย่างปักใจว่ามันจะถูกต้อง แม้แหล่งข้อมูลหรือคนที่ให้ข้อมูลจะเป็นน่าเชื่อถือมากๆ

นักเศรษฐศาสตร์หรือหน่วยงานที่อิงกับการเมืองในทางใดทางหนึ่ง อาจจะให้ความเห็นหรือพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจโดยมีความ "ลำเอียง" ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ความลำเอียงที่ว่านั้น มักจะออกมาในด้านที่ดีกว่าความเป็นจริง เหตุผลก็คือ ฝ่ายการเมือง อยากจะให้ภาพเศรษฐกิจที่ดีๆ เพราะนั่นคือ "ผลงาน" ของเขาในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เวลาดูหรืออ่านข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจากหน่วยงานรัฐ เราจึงควรจะดูว่ามาจากหน่วยงานไหน ในแวดวงของนักเศรษฐศาสตร์กันเอง บางทีก็พูดกันว่า ถ้ามาจากหน่วยงานนี้ ตัวเลขมักจะดูมองโลกในแง่ดีกว่าอีกหน่วยงานหนึ่งเสมอจนแทบจะเป็น "ธรรมเนียม"

ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียน มักจะให้ข้อมูลและคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทด้านที่ดีกว่าความเป็นจริง เสมอ เริ่มตั้งแต่ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ผมพบว่าแทบไม่มีบริษัทไหนบอกว่าตนเองฝีมือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ว่าที่จริงแทบทุกบริษัทจะบอกว่าตนเองเป็นบริษัทระดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม บางบริษัทบอกว่าตนเองเป็นบริษัทที่เด่นมากในการผลิต หรือการดำเนินงานที่คู่แข่งไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้ พวกเขาอาจจะไม่ได้โกหก แต่มักจะลำเอียงทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ด้วยท่าทีที่มั่นอกมั่นใจ และด้วยความรู้ที่มีมากกว่าคนฟัง หรือนักวิเคราะห์ของผู้บริหาร ทำให้คนฟังมักจะเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันเป็นเรื่องจริง เหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ ข้อมูลผลประกอบการที่ "ดีๆ" ในช่วงที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ ที่แสดงให้คนฟังเห็น มักจะเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ผู้บริหารพูด เป็นความจริงอย่างแน่นอน

ภาพในอนาคตบริษัทที่ผู้บริหารแถลงออกมา มักจะยิ่งสดใสกว่าความเป็นจริง ผู้บริหารมีแรงจูงใจวาดภาพบริษัทให้ดูดี เพราะเขามีแรงจูงใจหลายๆ อย่าง เช่น เขาอยากจะเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถได้รับการยกย่อง หรือผู้บริหารที่เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอยากให้คนมาซื้อหุ้น ทำให้ราคาขึ้นไป และเขาจะขายได้ราคาสูงเป็นต้น

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประเมินว่าผู้บริหารพูด "เวอร์" หรือลำเอียงมากไปแค่ไหน เหตุผลเพราะเราไม่ได้อยู่ในธุรกิจ หรือไม่สามารถหาข้อมูลได้มากพอที่จะตัดสิน นักวิเคราะห์หรือนักลงทุนบางคนใช้วิธีดูผลงานที่ผ่านมาเทียบกับสิ่งที่ผู้ บริหารเคยพูดไว้ว่าตรงหรือใกล้เคียงไหม ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่พอใช้ได้ บางบริษัทอาจไม่มีข้อมูลที่ยาวพอ ทำให้เราใช้ข้อมูลนี้ได้ยาก วิธีที่น่าจะดีกว่าก็คือ ผมจะมองไปถึง "โครงสร้างของอุตสาหกรรม" ว่า บริษัททำธุรกิจอะไร ปัจจัยการแข่งขันในอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร บริษัทอยู่ในตำแหน่งไหน? ได้เปรียบหรือเสียเปรียบคู่แข่งขันอื่น และการได้เปรียบ เป็นการได้เปรียบชั่วคราวหรือถาวร สุดท้ายยังต้องดูอีกว่าในอนาคต 3-4 ปีขึ้นไป จะมีผู้เล่นรายใหม่ๆ มาแข่งขันด้วยหรือไม่

สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวบอกว่า "คำคุย" ของผู้บริหารจะเป็นจริงหรือไม่ พูดง่ายๆ ในการวิเคราะห์ว่า ผู้บริหารลำเอียงไปมากน้อยแค่ไหน ผมพยายามตัดประเด็นเรื่องฝีมือของผู้บริหารออก แล้วดูตัวอุตสาหกรรม และตำแหน่งของบริษัทในอุตสาหกรรมเป็นหลัก ถ้าตำแหน่งของบริษัทแย่หรือเสียเปรียบ แต่ผู้บริหารบอกว่าบริษัทของตนจะเอาชนะ และแย่งชิงธุรกิจได้มากกว่าคู่แข่งมากด้วยเพราะฝีมือของผู้บริหารหรือ พนักงาน ผมไม่มั่นใจเลยว่าเขาจะทำได้

โบรกเกอร์และนักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เราต้องรู้ว่าเขามีความลำเอียง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ที่จะให้เราซื้อๆ ขายๆ หุ้นมากกว่าปกติ เขามักจะชอบแนะนำหุ้นที่กำลังมีราคา และปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ดังนั้นการให้ความเห็นเกี่ยวกับหุ้น จึงมักเป็นการแนะนำให้ซื้อหุ้นที่กำลังร้อนแรง และราคาอาจสูงเกินพื้นฐานไปแล้ว แต่ในความเห็นของเขา กลับเห็นว่าหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐานและน่าลงทุนทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่หุ้นจะร้อนและราคาหุ้นยังต่ำอยู่ พวกเขาไม่เคยพูดถึงเลยว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจ

ข้อเตือนใจของผมสำหรับเรื่องนี้ ก็คือ ราคา หรือมูลค่าพื้นฐานของหุ้นที่เกิดจากการคำนวณของนักวิเคราะห์ ส่วนใหญ่เป็น "มูลค่าในจินตนาการ" หมายความว่า คุณอาจให้ค่าเท่าไรก็ได้จากราคาเช่น 10 บาท ถึง 40 บาท ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตั้งสมมติฐานอย่างไร หรือให้คุณค่ากับบริษัทมากน้อยแค่ไหน ในยามที่ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นร้อนแรง คุณจะให้ราคา 40 บาท คนก็เชื่อ แต่ในยามที่หุ้นตัวนั้นเงียบเหงา บางทีคุณบอกว่า 10 บาท คนก็ยังบอกว่าไม่น่าสนใจ

เรื่องความลำเอียงในตลาดหุ้น ผมคิดว่ายังมีอีกมาก สิ่งที่เราควรเข้าใจคือ ตลาดหุ้น เป็นที่อยู่ของคนที่มักจะมองโลกด้านบวกสูงกว่าคนปกติ เป็นที่อยู่ของคนที่มีความหวังหรือความฝันที่สูงกว่าคนทั่วไป พวกเขาฝันจะรวยอย่างรวดเร็ว หรือทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าเมื่อวานตลาดหุ้นจะเลวร้ายแค่ไหน ก่อน 10 โมงเช้าที่ตลาดเปิด คนเล่นหุ้นก็มักจะมีความหวังเสมอ การมองโลกที่สดใสกว่าปกติ ผมคิดว่าทำให้คนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่มี "ความลำเอียง" ที่จะมองการลงทุนหรือการซื้อขายหุ้นในแง่ที่ดีกว่าความเป็นจริง ถ้าลองถามคนที่ลงทุนเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ว่า เขาคิดจะได้รับผลตอบแทน "ปีนี้" กี่เปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อว่าคำตอบเฉลี่ยคงเป็นอย่างน้อย 20-30% ขึ้นไป ทั้งๆ ที่ผลตอบแทนต่อปีในอดีตของตลาดหุ้นเท่ากับ 10% เท่านั้น

ในฐานะของ Value Investor เราต้องพยายาม "ฉีก" ตนเองออกจาก "ตลาด" ความหมายก็คือ ต้องเข้าใจเรื่อง "ความลำเอียง" ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากเหตุจูงใจต่างๆ และธรรมชาติบางอย่างของคนโดยเฉพาะที่อยู่ในตลาดหุ้น การอ่านหรือฟังข้อมูล เราต้องรู้ "เบื้องหลัง" หรือ "วาระซ่อนเร้น" ที่อาจจะมีอยู่ เพื่อที่ว่าเราจะได้นำข้อมูลที่ได้รับมา "ปรับ" ให้ถูกต้องใกล้เคียงขึ้น การรับข้อมูลโดยไม่พิจารณาเพิ่มเติม เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง เพราะบางครั้งอาจจะหมายถึงการถูก "หลอก" ให้สำคัญผิดใน "พื้นฐาน" ของบริษัท ซึ่งทำให้การตัดสินใจของเราผิดพลาด และเกิดความเสียหายร้ายแรงได้

บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 5 กรกฎาคม 2554