Friday, June 29, 2012
เล่นบอล-เล่นหุ้น
ผมคิดว่าเกมและกติกาเกี่ยวกับฟุตบอล สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในตลาดหุ้นได้ อย่างน้อยก็สองเรื่องดังต่อไปนี้
ข้อแรก คือ เรื่องการพนันบอล หรือ "แทงบอล" กับเจ้ามือที่เป็นบริษัทรับพนันบอลชั้นนำที่อยู่ในต่างประเทศ ผมไม่เคยเล่นพนันบอล แต่รู้ว่า เราสามารถเล่นพนันว่า ทีมไหนจะชนะเลิศได้ถ้วยรางวัลหลังจากจบการแข่งขัน ในการพนัน แน่นอน "เซียน" หรือคนที่ติดตามการแข่งขันฟุตบอลมาตลอด จะรู้ว่าทีมไหนที่เก่ง หรือมีฝีเท้าดี และมีโอกาสที่จะได้แชมป์มากกว่าทีมอื่น
ดังนั้น โอกาสที่เขาจะทายถูกก็จะสูงกว่าคนที่ไม่รู้อะไรมากนักอย่างผม ดังนั้น ถ้าเขาแทงทีมที่โดดเด่นสัก 3-4 ทีม โอกาสจะถูกก็คงมีสูงพอสมควร เมื่อเทียบกับการที่ผมจะแทง เซียนบอลที่ว่า อาจจะไม่ได้กำไรจากการเล่นพนันบอล เหตุผลเพราะการแทงบอล เขามี "อัตราต่อรอง" สำหรับแต่ละทีมที่เข้าแข่งขัน อัตราต่อรองนี้ ทำให้การแทงทีมที่เราคิดว่าเป็นทีมที่เก่งกาจ เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าทีม A เป็นทีม "เต็งหนึ่ง" ที่คนในวงการบอลมองว่า มีฝีเท้าดีเยี่ยม อัตราการต่อรองจะต่ำ เช่น ถ้าแทงว่าทีม A จะชนะด้วยเงิน 1 บาท และทีม A ชนะจริง เราอาจจะได้เงินรางวัลเพียง 2 บาท แต่ถ้าทีม B เป็น ทีม "รองบ่อน" โอกาสชนะน้อย อัตราการต่อรองจะสูง เช่น แทง 1 บาท ถ้าทีม B ชนะจริง เราอาจได้ถึง 10 บาท
ในการตั้งอัตราการต่อรอง ผมคิดว่าบริษัทรับพนันคงมี "ผู้เชี่ยวชาญ" ในการตั้งที่จะทำให้บริษัทได้กำไรเมื่อจบการแข่งขัน แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ว่า นอกจากจะ มี "เซียนบอล" แล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ "นักคณิตศาสตร์" ที่คอยคำนวณว่ามีใครแทงบอลทีมไหนเท่าไร และบริษัทจะต้องจ่ายเท่าไรถ้าทีมนั้นชนะ และบริษัทจะได้เงินเท่าไรจากคนที่แทงผิด ประเด็นสำคัญ คือ เขาต้องทำให้รายได้จากคนที่แทงผิดสูงกว่ารางวัลที่ต้องจ่ายให้กับคนแทงถูก แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น เขาจะไปปรับอัตราการต่อรองใหม่จนสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าทีมไหนจะได้ถ้วยรางวัล บริษัทจะกำไรเสมอ
หุ้นมีลักษณะคล้ายๆ กับการพนันบอลเหมือนกันใน แง่ "เซียนหุ้น" อาจรู้ว่า บริษัทไหนดีเยี่ยม หรือมีกำไรเติบโตโดดเด่น แต่หุ้นมี "อัตราต่อรอง" เช่นเดียวกัน นั่นคือ ถ้ากิจการดีเยี่ยม ราคาหุ้น อาจ "แพง" มาก นั่นคือ ค่า PE อาจสูงกว่าปกติมาก จนทำให้ไม่คุ้มลงทุน ราคาหุ้นที่แพง หรืออัตราการต่อรองที่ต่ำ ในเรื่องหุ้นไม่มีใครมาเป็นผู้กำหนด แต่เกิดจากคนในตลาดหุ้นเองมาซื้อๆ ขายๆ ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ถ้าจะพูดอีกทางหนึ่ง คือ อัตราการต่อรองของหุ้น กำหนดโดยคนที่เข้ามาเล่นหุ้นเองทุกคนในตลาด และถ้าคนเหล่านี้ สามารถกำหนดอัตราการต่อรองได้ถูกต้อง นั่นคือ ถ้าบริษัทดี ราคาหุ้นก็แพง หรือ PE สูง บริษัทไม่โดดเด่น ราคาหุ้นก็ถูก หรือ PE ต่ำ โดยนัยนี้ การซื้อ หรือ "แทง" หุ้นตัวที่มีผลประกอบการดี อาจไม่คุ้มค่าก็ได้
ข้อสรุปของทั้งเรื่องบอลและเรื่องหุ้น ก็คือ อย่าสักแต่ดูว่าทีม หรือหุ้นจะเป็นทีม หรือหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการโดดเด่นเท่านั้น ต้องคิดถึงอัตราต่อรอง หรือราคาหุ้นด้วยว่าเป็นอย่างไร ถ้าไม่เหมาะสม เช่น อัตราต่อรองต่ำ หรือราคาหุ้นแพงเกินไป ก็ไม่คุ้ม และเราอาจขาดทุนได้ถ้าเข้าไปเล่น
ข้อที่สอง คือ กติกาการนับคะแนน ที่ตอบแทนให้กับผลการเล่น เรื่องฟุตบอล ทีมที่แพ้จะได้ 0 คะแนน ทีมที่เสมอจะได้ 1 คะแนน ขณะที่คนชนะจะได้ 3 คะแนน แปลว่าชนะ 1 ครั้งได้คะแนนเท่ากับเสมอ 3 ครั้ง เป็นการบอกว่าการเสมอ มีประโยชน์น้อย คุณต้องพยายามเอาชนะให้ได้ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ เรื่องของหุ้น ผมคิดว่า ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ เราต้องพยายามเลือกบริษัทที่จะ "ชนะ" ซึ่งจะ ได้ "คะแนน" สูงกว่าบริษัท ที่ "เสมอ" มาก และแน่นอน เราต้องหลีกเลี่ยงบริษัทที่จะ "แพ้" ความหมายของการชนะ คือ บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดขึ้นเรื่อยๆ บริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง และบริษัทมีส่วนแบ่งมากที่สุด และทิ้งห่างอันดับสองมากขึ้นเรื่อยๆ อนาคตของบริษัทสดใสขึ้นมากกว่าคู่แข่ง ส่วนบริษัทที่แพ้ ก็เป็นอะไรที่อยู่ตรงกันข้าม เมื่อเวลาผ่านไปนาน บริษัทที่แพ้อาจจะสูญหายไป หรือหมดศักยภาพในการแข่งขันและอยู่ๆ ไปอย่างนั้นเอง
ประเด็นคือ บริษัท ที่ "เสมอ" นี่คือ บริษัทที่ไม่ชนะและก็ไม่แพ้ บริษัทสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ยอดเยี่ยมและ "ทรหด" ผลัดกันแพ้และชนะ แต่ก็ไม่มีใครทิ้งห่างใคร ฝีมือและความสามารถในการแข่งขันพอๆ กันตลอดเวลา ขนาดของกิจการก็ไม่ทิ้งห่างจนทำให้แข่งขันกันไม่ได้ ตัวอย่างที่พอจะมองเห็นได้ เช่น ธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารขนาดใหญ่ 3-4 แห่ง สามารถแข่งขันกันได้ และมีขนาดใกล้เคียงกันมานานหลายสิบปี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทสร้างบ้านขายที่มีการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งทาง การตลาดสลับไปมาในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา และยังไม่รู้ว่าใครจะชนะจริงๆ ในอนาคต เป็นต้น
บริษัท ที่ "ชนะ" ในทางธุรกิจ จะได้ผลตอบแทนมหาศาล จริงๆ ผมคิดว่าอาจ มากกว่า "3 คะแนน" เมื่อเทียบกับบริษัท ที่ "เสมอ" ความหมายของผม คือ ถ้าบริษัทชนะ พวกเขามักจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงกว่าอันดับสองมาก อาจเป็นเท่าตัว กำไรของบริษัทมักจะมากกว่าอันดับสองเกิน 2 เท่า มูลค่าตลาดของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จะสูงกว่าอันดับ 2 หลายเท่า ส่วน ผู้ "แพ้" มักจะแทบล้มหายตายจาก หรือไม่มีกำไร ประเด็น คือ บริษัท ที่ "เสมอ" ซึ่งมักจะอยู่ในอุตสาหกรรมบางประเภท ส่วนใหญ่จะมีกำไรตามอัตภาพ แต่ความเสี่ยงของการประกอบการจะสูง เพราะการแข่งขันที่เข้มข้นที่เกิดตลอดเวลา ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัท แค่รักษาไว้ก็ยากแล้ว และจะใกล้เคียงกับคู่แข่ง มูลค่าตลาดของหุ้นในตลาด ก็เพิ่มขึ้นช้าๆ และมีโอกาสปรับลงได้ตลอดเวลาขึ้นกับสถานการณ์ขณะนั้น การ "เสมอ" ในทางธุรกิจ ก็เป็นได้แค่บริษัทที่ดี แต่ไม่ใช่ซูเปอร์สต็อก
นักลงทุนที่จะทำกำไรได้งดงาม ได้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องยาวนาน ต้องพยายามหาให้ได้ก่อนคนอื่นว่า หุ้นตัวใด "กำลัง" จะชนะ เพราะนั่นคือ ช่วงเวลาที่หุ้นกำลังจะเริ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องรู้ว่าหุ้นตัวใดชนะแล้ว แต่ ยัง "ชนะเพิ่มขึ้น" ซึ่งสัญญาณที่สำคัญ คือ การที่ยอดขายและกำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง พร้อมๆ กับความได้เปรียบของการแข่งขันที่ยังเพิ่มขึ้นโดยที่ "ภัยคุกคาม" ที่จริงจัง ยังมองไม่เห็น การลงทุนในหุ้น ที่ "เสมอ" บางทีก็ไม่เลวนักถ้าราคาหุ้นต่ำ อาจจะเนื่องจากสถานการณ์ชั่วคราวเช่นเรื่องภาวะตลาด หรือเศรษฐกิจที่ไม่ดี หุ้นที่พึงละ เลี่ยง แม้ราคาจะต่ำมากคือ หุ้น ที่ "แพ้" เพราะระยะยาว ยากที่จะทำกำไรให้กับเราได้
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 26 มิถุนายน 2555
ศึกชิงเท้า
ผมมีศูนย์การค้าประจำ ที่ผมมักจะไปใช้บริการบ่อย เพราะสะดวก อยู่ใกล้บ้าน และมี "ของครบ" ตามที่ผมต้องการ ผมมักจะไปเยี่ยมเยือน "มอลล์" แทบจะทุกแห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศเป็นครั้งคราว และแน่นอนว่า นอกจากจะเป็นเรื่องความบันเทิงแล้ว ผมจะถือเป็นโอกาส "วิเคราะห์หุ้น" เพื่อการลงทุนด้วย
เพราะผมคิดว่า ที่ที่คนไป และใช้จ่ายเงิน เป็นแหล่งสำคัญที่จะเรียนรู้ว่า ธุรกิจอะไรดีและธุรกิจอะไรจะแย่ เทรนด์การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคจะไปทางไหน นอกจากธุรกิจที่มีห้างร้านอยู่ในมอลล์แล้ว ธุรกิจสำคัญอีกธุรกิจหนึ่ง คือ ธุรกิจ "ศูนย์การค้า" และนี่คือ สิ่งที่ผมจะพูดถึงในวันนี้
ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ เรียกได้ว่าเป็นช่วง "บูม" ของศูนย์การค้า เหตุผลเพราะว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นมาจนถึงจุดที่คนจำนวนมาก มีรายได้มากพอที่จะเดินเข้าห้างร้านสมัยใหม่ และสังคมของเราคงก้าวมาถึงจุดที่การบริโภค กลายเป็นตัวนำการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การเดินเข้าห้างของผู้คน จึงเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ทำให้ห้างร้านเต็มไปด้วยผู้คน คนที่ทำธุรกิจศูนย์การค้าอยู่เดิม สามารถเพิ่มค่าเช่า และทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
ดังนั้น พวกเขาก็ขยายห้างไปยังทำเลอื่นๆ ซึ่งมักจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แม้แต่ศูนย์ที่เคย "เจ๊ง" ไปแล้ว ก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านค้าย่อยและตัวสินค้าจน "กู้" ให้ศูนย์กลับมามีชีวิตชีวาและทำกำไรได้ใหม่ ธุรกิจห้าง จึงดูเหมือนว่าจะเป็นธุรกิจที่ดีมาก เป็นธุรกิจ "ดารา" ที่ทำเงินดี และเสี่ยง "ต่ำ" และนี่ทำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าวงการกันมากมาย ห้างใหม่ๆ ที่เปิดขึ้นมา ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน และดึงดูดห้างใหม่จากผู้เล่นรายเดิมและผู้เล่นรายใหม่เข้ามาอีก ศึก "ชิงเท้า" กำลังเกิดขึ้นแล้ว!
ไม่ว่าจะเป็นห้างประเภทไหน การเปิดขึ้นมาใหม่ ก็จำเป็นต้องหาคนมาเดิน-และซื้อสินค้าหรือบริการ คนที่เข้ามาใช้บริการหลักๆ คือ คนที่อาศัย หรือทำงานอยู่ในบริเวณนั้น และน่า จะมีสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มคนที่ยังไม่ใคร่เข้า หรือเดินห้างเพราะอยู่ห่างจากห้างสมัยใหม่ และรายได้ยังไม่สูงนัก และ กลุ่มที่สอง คือคนที่เดินห้างอื่นๆ อยู่แล้ว ในความคิดของผม คือ ลูกค้าหลักที่จะมาเดินห้างใหม่ คือ กลุ่มที่สอง
ประเด็นสำคัญ คือ จำนวนคน หรือเท้าของคนกลุ่มที่สอง ไม่น่าจะเดินห้างมากขึ้นนัก หรือเดินห้างเท่าเดิม ดังนั้น เขาก็จะลดการเดินในห้างเดิม เพื่อมาเดินห้างใหม่ ผลคือ ห้างเดิมน่าจะมีคนเดินน้อยลงจากการเปิดห้างใหม่
ภาพการแข่งขันของห้าง หรือศูนย์การค้า ไม่ใช่แค่ต้องเป็นศูนย์การค้าประเภทเดียวกันถึงจะแข่งขันกัน ห้างอะไรก็ตาม ที่ดึงดูดผู้บริโภคสมัยใหม่ให้มาใช้บริการ ผมคิดว่าแข่งขันกันหมด ตัวอย่างเช่น คอมมูนิตี้มอลล์ ก็ดึงดูดให้คนที่อยู่ใกล้ๆ มากินอาหาร หรือซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งทำให้คนที่มาลดการไปศูนย์การค้าใหญ่ๆ ที่เป็นมอลล์ลง เช่นเดียวกัน เมกะมอลล์ ก็อาจดึงดูดคนที่ใช้บริการห้างในเมือง กรณีที่เขาต้องการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ หรือมากรายการในบางครั้ง ดังนั้นในสงคราม "ศึกชิงเท้า" นี้ จึงไม่น่าที่จะมีห้างที่ไม่ถูกกระทบ
ห้างที่มีฐานเดิมแน่นหนา น่าจะรักษา "เท้า" ของตนเองไว้ได้พอสมควร เพราะความสามารถและชื่อเสียงที่มีมานาน การที่จะเติบโต และทำกำไรได้เพิ่มขึ้นโดดเด่น อย่างที่เป็นก่อนสงครามจะเริ่ม ผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย จริงอยู่ กำไรอาจเพิ่ม เพราะการขยายสาขาออกไปมาก แต่กำไรที่ได้มา เกิดขึ้นจากการที่ต้องลงทุนไปมาก ซึ่งทำให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพไม่สูง แต่กำไรคุณภาพสูง ที่จะเพิ่มขึ้น เพราะเพิ่มราคาค่าเช่าพื้นที่ในห้าง อาจไม่ได้เป็นไปตามคาดหากจำนวน "เท้า" ของคนเข้าห้างไม่ได้เพิ่มขึ้น
ส่วนห้างใหม่ๆ ของผู้เล่นใหม่ๆ หรือผู้เล่นที่ไม่ได้เป็นผู้นำในธุรกิจ ผมคิดว่า อาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สดใสนัก โดยเฉพาะห้างที่ไม่ได้มีทำเล หรือมี "แม่เหล็ก" ที่โดดเด่นจริงๆ จริงอยู่ ในช่วงที่เปิดห้างใหม่ๆ เราอาจจะยังไม่เห็นปัญหาชัด เนื่องจากคนอาจจะยัง "เห่อ" กับห้างใหม่ ผู้เช่า บางทีอาจจะยังต้องประคองตัวในช่วงแรก แม้จะขายสินค้าไม่ได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป และพบว่าห้างไม่ใคร่ประสบความสำเร็จ นั่นจะเป็นเวลาที่เห็นว่าในศึก หรือสงครามครั้งนี้ ใครชนะและใครแพ้ แต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนอาจจะเป็นไปได้ว่า เสียหายหรือเจ็บกันหมด
ปัญหาของธุรกิจศูนย์การค้า คือ เป็นธุรกิจที่ไม่มี Barrier to Entry นั่นคือ เป็นธุรกิจที่ทุกคนเข้ามาเล่นได้ เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีปัจจัยของความสำเร็จที่สำคัญที่สุด คือ ทำเล ทำเล และทำเล ซึ่งไม่มีใครยึดได้คนเดียว และคนจำนวนมากสามารถที่จะมีทำเล ที่ "สุดยอด" ได้ ดังนั้น คนจำนวนไม่น้อย จึงเข้ามาแข่งในธุรกิจได้ โดยเฉพาะคนที่มีที่ดินในทำเลที่ดี และเป็นคนที่มีเงินมากพอที่จะทำ ซึ่งบังเอิญมักเป็นคนเดียวกัน เพราะคนมีเงินมักจะเก็บที่ดินไว้เป็นสมบัติด้วย
เช่นเดียวกัน บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่ขายบ้านและคอนโดมิเนียมบางแห่ง เมื่อเห็นว่า ธุรกิจทำศูนย์การค้าทำกำไรได้งดงาม แถมเป็นรายได้สม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้หุ้นของบริษัทมีค่ามากขึ้น ก็เข้ามาทำธุรกิจศูนย์การค้าเป็นรายได้เสริมด้วย กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ แม้จะไม่ใช่ "มืออาชีพ" จริงๆ ในธุรกิจทำศูนย์การค้าและไม่สามารถ "ทำลาย" ผู้นำในวงการได้ แต่บางช่วงบางตอนที่พวกเขาเข้ามามากๆ และรวดเร็วอย่างที่เกิดขึ้นช่วงนี้ จะทำให้ทุกคน "เหนื่อย" ได้เหมือนกัน
ตลาดของศูนย์การค้าที่พอจะยังเติบโต หรือยัง มี "เท้า" ของคนที่ยังไม่ได้เข้าห้างมากนัก คือ ตลาดในหัวเมืองในต่างจังหวัด ประเด็นชี้ขาด ก็คือ กำลังซื้อของคนในจังหวัดนั้นเพียงพอที่จะ "เข้าห้าง" มากน้อยแค่ไหน ประเด็น คือ ห้างต้องมีตำแหน่งทางการตลาดที่เหมาะสมกับรายได้ของผู้คนในท้องถิ่น มิฉะนั้น ศูนย์การค้า อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ และทั้งหมด ก็คือ ภาพของธุรกิจศูนย์การค้าที่ดูเหมือนว่าจะดีและบูมมาก แต่ดูเหมือนว่า จะมีคนเข้ามาแข่งขันกันมากมายจนกำลังจะกลายเป็น "สงคราม" ที่ทุกคนเสียหายกันหมด
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 19 มิถุนายน 2555
ความสุข-และความทุกข์-ของการเล่นหุ้น
ความสุขและความพึงพอใจจากเงินที่ได้จากการพนัน ซึ่งในสายตาของ มาร์ก ทเวน หรือคนทั่วไป รวมถึงการเล่นหุ้นนั้น ช่างมากมายเสียเหลือเกิน และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่คนจำนวนไม่น้อย ที่มีเงินพอสมควร และคนที่มีเงินมาก ต่างก็เข้ามาเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นนิจศีล
แต่ความพึงพอใจที่ "ได้เงิน" เท่านั้น หรือที่ทำให้คน "ติด" อยู่กับการเล่นหุ้น ทำไมคนจำนวนมากที่วนเวียนเล่นหุ้นมายาวนาน แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้กำไร บางคนขาดทุนด้วยซ้ำ แต่พวกเขาเหล่านั้น ก็ไม่เลิกเล่น อะไรเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนอยากเล่นหุ้นจริงๆ นอกเหนือจากเรื่องเงินที่จะได้ คำตอบ ก็คือ "ความสุขและความพึงพอใจจากการเล่นหุ้น"
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เรื่องของ ความสุขและความพึงพอใจ ของคนเรา น่าจะอธิบายพฤติกรรมของคนที่ชอบ "เล่นหุ้น" ซึ่งในความหมายของผม คือ คนที่ชอบ "เก็งกำไร" นั่นคือ ซื้อๆ ขายๆ หุ้นในระยะเวลาอันสั้นได้ ลองมาดูกันว่าเป็นอย่างไร
การศึกษาเรื่องของความสุข หรือความเพลิดเพลิน หรือความพึงพอใจของคนเรา พบว่ามันเกิดขึ้นใน "สมอง" นั่นก็คือ เวลาที่เรามีความสุข ร่างกายของเราก็จะหลั่งสารบางอย่างไปจับกับตัวจับที่ต่อเข้ากับสมอง เราจะรู้สึก "ชอบ" และ "อยากทำ" อีก เพราะมัน "มีความสุข"
การดื่มน้ำ การกินอาหาร การมีเซ็กซ์ หรือการออกกำลังกาย เหล่านี้ ร่างกายก็จะ "ส่งสัญญาณ" ผ่านเคมีบางอย่างไปที่ตัวจับเพื่อบอกสมองว่า นี่คือ "ความสุข" และคุณจะอยากทำอีก นี่เป็นเรื่องจำเป็นทางชีววิทยา เพื่อความอยู่รอดของชีวิต และสายพันธุ์ของมนุษย์
ยาเสพติดเช่น กัญชา ฝิ่น เฮโรอีน บุหรี่ เหล่านี้ มีสารที่ก่อให้เกิด "ความสุข" สูงมาก และเมื่อคนเสพเข้าไปแล้ว ก็จะรู้สึกดีมาก บางครั้งคล้ายจะ "หลุดโลก" นักวิจัยคนหนึ่งเคยทดลองเสพเฮโรอีน เพื่อดูความรู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้น เขาถึงกับบอกว่าเหมือนกับการ "ถึงจุดสุดยอดจากการมีเพศสัมพันธ์พันครั้ง" ซึ่งทำให้คนอยากเสพอีก ปัญหา ก็คือ เมื่อเสพไปเรื่อยๆ ความรู้สึกสุดยอดก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะตัวจับเคมีอาจจะ "ด้าน" ต้องใช้ยาเพิ่มขึ้นๆ จนถึงจุดหนึ่ง "ความสุข" จากการเสพ ก็แทบจะหมดไป ความ "ชอบ" ก็ไม่มีเหลือ เหลือแต่ "ความต้องการ" คือ ถ้าไม่ได้เสพก็จะ "ลงแดง" ถึงจุดนี้ ความ "หายนะ" ก็จะเกิดขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ บางคนต้องก่ออาชญากรรมเพื่อให้ได้เงินมาซื้อยา
กิจกรรมบางอย่างของคนเรา ก็ก่อให้เกิดความสุข หรือความพึงพอใจได้ไม่น้อยและบางครั้งและ/หรือบางคนก็ "ติด" ได้เช่นเดียวกัน เช่น การดื่มสุรา การดื่มกาแฟ การเล่นการพนัน เช่น ในบ่อนกาสิโน การเล่นพนันบอล การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือแม้การออกกำลัง หรือการมีเซ็กซ์ ทั้งหมดนี้ พิสูจน์ได้จากการตรวจสอบสารเคมีในสมองของคนที่กำลังทำ ประเด็นสำคัญคือ คนที่ "ติด" ก็คือคนที่ร่างกายมีสารเคมี หรือตัวรับที่ผิดปกติจากคนธรรมดา ที่ทำให้พวกเขาต้องทำมากกว่าคนอื่น เพื่อที่จะมีความสุข หรือความพึงพอใจเท่ากัน ในกรณีต่างๆ เหล่านี้ ยกเว้นสุราแล้ว คนจำนวนไม่น้อยก็สามารถ "เลิก" ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ยา หรือปรึกษาแพทย์ พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง ไทเกอร์ วู้ดส์ นักกอล์ฟชื่อก้องโลกที่เคยบอกว่าเขาเป็นโรค "ติดเซ็กซ์" และต้องได้รับการบำบัด ทำให้ผมนึกต่อไปว่า คนที่ "ติด" ในเรื่องเหล่านี้ นอกจากเป็นเรื่องของร่างกายแล้ว ต้องอาศัย "สภาวะแวดล้อม" ที่ว่า คุณสามารถเข้าถึงมันได้ง่าย หรืออยู่ใกล้ตัวคุณมาก คุณมีกำลังซื้อพอ และไม่ผิดกฎหมาย ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น
การศึกษาที่น่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่ง คือ "ผลตอบแทน" นั่นคือ การทำอะไรก็ตาม โดย "ธรรมชาติ" มนุษย์น่าจะทำเพื่อให้ได้ผลตอบแทนต่อร่างกายและสืบเผ่าพันธุ์ แต่การทดลองพบว่า ความสุข หรือความพึงพอใจนั้นเกิดขึ้นได้ แม้จะไม่มีผลตอบแทนอะไรมา "ล่อ" พูดง่ายๆ สมองมีการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกันเวลาที่เราทำบางสิ่งบางอย่างทั้งๆ ที่ไม่ได้มีผลตอบแทนอะไรเลยเช่น การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ การทดลองยังพบว่า คนเรานั้น ชอบ "ลุ้น" นั่นก็คือ เราชอบเล่นกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะถ้าเรามีส่วนจะก่อให้เกิดผลตามที่เราต้องการ ตัวอย่างง่ายๆ คือ ความสุข หรือความพึงพอใจที่จะเล่นหวย หรือลอตเตอรี่ จะเพิ่มขึ้นถ้าเรามีสิทธิเลือกเบอร์ที่จะแทง และเรื่องผลลัพธ์ก็มีส่วนต่อความสุข หรือความพึงพอใจที่เกิดขึ้น
ถ้าผลลัพธ์ออกมาถูกต้อง แน่นอน เราจะมีความสุขมากและอยากเล่นอีก ถ้าผลลัพธ์ "ห่างไกล" ความพึงพอใจก็น้อย แต่ถ้าผลลัพธ์ใกล้เคียงกับตัวที่เราเลือก ซึ่งเราเสียเงินเท่ากัน แต่ผลทางสมองจะแตกต่างกัน เคมีที่เกิดขึ้นนั้น ผมคิดว่าคงไม่ใช่ตัวเดียวกับเคมีความสุขแต่ก็ใกล้กันมาก และทำให้เรา "อยากแทงอีก" พูดภาษาชาวบ้านผมคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องความรู้สึก "เจ็บใจ" และเราอยาก "เอาคืน"
และนั่นทำให้ผมนึกถึงเรื่องการเล่นหุ้น ซึ่งผมคิดว่า เข้าข่ายก่อให้เกิดความสุข หรือความพึงพอใจให้แก่คนเล่นไม่น้อย ข้อแรก คือ เป็นเกมที่มีความไม่แน่นอนสูง ข้อสอง มีผลตอบแทนที่เป็นเงิน "เดิมพัน" ข้อสาม คนเล่นสามารถเลือกหุ้น หรือมีส่วนกำหนดผลลัพธ์ที่จะออกมาได้ในระดับหนึ่ง ที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับเกมอื่นๆ ข้อสี่ ผลลัพธ์ที่ออกมา คือ กำไร หรือขาดทุนในหุ้นแต่ละตัว หรือแต่ละครั้ง หรือแต่ละช่วงเวลานั้น จะเป็นเรื่องการผิดพลาดที่ "ใกล้เคียง" กับที่ "แทง" ไว้ ความหมาย คือ ในยามปกติ นักเล่นหุ้นจะมีได้มีเสียในบางตัว ผลตอบแทนมักจะกลับไปมาตามภาวะของตลาดหุ้น เวลาของการ "ลุ้น" มีอยู่ตลอดเวลา ไม่ใคร่ที่จะมีช่วงเวลาที่เล่นหุ้นแล้วเสียทุกตัว และพอร์ตมีแต่ลดลงต่อเนื่องยาวนาน ยกเว้นในช่วงวิกฤติครั้งใหญ่ ดังนั้น คนเล่นหุ้น แม้จะขาดทุน ก็ยังอยากกลับมาเล่นใหม่อีกเสมอๆ เพราะเขาคง "เจ็บใจ" และอยาก "เอาคืน"
ความสุขที่เกิดจากการ "เล่นหุ้น" ดังที่กล่าวนั้น น่าเสียดายที่ในระยะยาวแล้ว คนเล่นมักจะขาดทุน เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้ หรือความสามารถ ที่จะควบคุมผลลัพธ์ที่จะออกมาได้จริง เขาเพียงคิดว่าเขารู้เขาคุมได้ ดังนั้น ในระยะยาว เขาจะต้องเสียค่าคอมมิชชั่น ในการซื้อขายและขาดทุนในส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย นั่นคือ เวลาซื้อเขาจะต้องซื้อแพงขึ้นเล็กน้อย และเวลาขาย เขาจะขายได้ถูกลงเล็กน้อย แต่ผลจากการซื้อๆ ขายๆ จำนวนมาก เขาจะขาดทุน และนี่คือ ความทุกข์ของการ "เล่นหุ้น" หนทางหลีกเลี่ยง "กับดัก" นี้ คือ เราต้องเปลี่ยนการเล่นหุ้นเป็น "การลงทุน" ซึ่งจะต้องใช้แนวความคิดอีกชุดหนึ่งของความสุข และความพึงพอใจของคนเรา
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 12 มิถุนายน 2555
กฎของชีวิต-กฎของการลงทุน
เพราะกฎหลาย ๆ ข้อนั้น ผมคิดว่ามันนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้เป็นอย่างดี ลองมาดูกันทีละข้อ
ข้อแรกที่ผมคิดว่านักลงทุนควรนำมาใช้ก็คือ “รู้ว่าอะไรสำคัญและอะไรไม่สำคัญ” ผมคงไม่พูดในเรื่องอื่น ๆ ของชีวิต แต่ในเรื่องของการลงทุนแล้ว นี่คือสิ่งที่จะทำให้เราชนะหรือแพ้ได้ ยกตัวอย่างเช่น เราคิดว่าการอยู่รอดของเศรษฐกิจกรีซนั้นสำคัญต่อการทำกำไรหรือผลประกอบการ ระยะยาวของบริษัทหรือหุ้นที่เราลงทุนอยู่ไหม? ถ้าเราคิดว่าไม่ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปกังวลว่ากรีซจะแก้ปัญหาของตนเองได้หรือไม่ ในความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญในเรื่องของการลงทุน ก็เช่นเดียวกับในเรื่องของชีวิต คือมันมีอยู่ไม่มาก และเราก็ควรจะต้องรู้ อย่าสนใจหรือทุ่มเทกับสิ่งที่ไม่สำคัญมากนัก
ข้อสอง “ถ้าคุณจะกระโดดลงคลอง ก็ขอให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าน้ำนั้นลึกเท่าไร” นี่ก็เป็นเรื่องของการรู้ว่าความเสี่ยงของชีวิตและในกรณีของเราก็คือ การลงทุน เป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินด้วยโดยที่เราคิดว่า หุ้นตัวนั้นดีเยี่ยมและถูกมากและมันจะทำให้เรารวยไปเลย เราก็อาจจะพลาดและเกิดหายนะได้ ดังนั้น ในการลงทุนทุกครั้งและตลอดเวลา เราจะต้องรู้ว่า “น้ำนั้น ลึกแค่ไหน” ประเด็นก็คือ เราจะเสี่ยงอะไรก็ตาม ตรวจสอบและวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนที่สุด ดูว่าถ้าพลาดร้ายแรง เราจะยังอยู่รอดได้และไม่เสียหายมากเกินไป
ข้อสาม ซึ่งผมจะรวมกฎสามข้อเข้าด้วยกันก็คือ “มีระบบความเชื่อของตนเอง” “มีความมั่นคงและยึดมั่นในสิ่งที่ทำ” และ “มีศรัทธาต่อสิ่งนั้น” นี่คือกฎที่จะทำให้เราไม่วอกแวก และความคิดและการกระทำของเราจะเป็นระบบที่ถูกต้องและสอดคล้องกันในระยะยาว แต่สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวเพิ่มเติมก็คือ ระบบความเชื่อของเรานั้นจะต้องเป็นระบบที่ถูกต้องที่มีการพิสูจน์มาช้านาน ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีความเชื่อว่าการลงทุนในหุ้นนั้น ก็คือการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจ วิธีที่จะชนะในระยะยาวก็คือ การถือหุ้นหรือบริษัทที่ดีเยี่ยมในราคาที่ยุติธรรมให้ยาวที่สุด เราก็จะต้องเชื่อและทำแบบนั้น อย่ากลับไปกลับมาโดยการขายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์บางอย่างที่เรา อาจจะกลัวเกินเหตุหรือคิดว่าราคาหุ้นอาจจะสูงเกินไปแล้วชั่วคราว
บางคนอาจจะสงสัยว่า “ระบบที่ถูกต้อง” ที่ผมพูดถึงในข้อสามนั้น มีเพียงระบบเดียวหรือ? และใครจะเป็นคนบอกว่าระบบความคิดไหนเป็นระบบที่ดีและถูกต้องที่สุด คำตอบของผมก็คือ คงไม่มีใครบอกได้ มีระบบมากมายที่มีคนคิดและเสนอขึ้นมา เราเองจะต้องเป็นคนเลือกที่จะเชื่อ บางคนอาจจะบอกว่าวิธีการลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนสูงที่สุดก็คือการซื้อหุ้นใน ยามที่มันมีราคาถูกและขายเมื่อมันมีราคายุติธรรมหรือแพงแล้ว การคิดถึงหุ้นเราไม่ควรคิดว่าเราเป็นเจ้าของธุรกิจเพราะเราไม่ได้มีอำนาจ อะไรเลยในการควบคุมกิจการ นี่ก็เป็นระบบความเชื่ออีกแบบหนึ่งซึ่งผมก็บอกไม่ได้ว่าดีกว่าแบบแรกหรือ ไม่ บางทีมันอาจจะดีกว่าในบางตลาดหุ้นและแย่กว่าในบางแห่ง ประเด็นของผมก็คือ ถ้าคุณเชื่อแบบไหน คุณก็ควรจะทำแบบสม่ำเสมอและสอดคล้องกันทุกอย่าง- ด้วยความศรัทธา อย่างเริ่มต้นซื้อหุ้นด้วยความคิดหนึ่งแต่ขายหุ้นด้วยความคิดอีกชุดหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงกันข้าม
ข้อสี่ “อยู่ข้างเทพ อย่าอยู่ข้างมาร” นี่ก็เป็นกฎที่น่าจะมีคำถามตามมาว่า ข้างไหนคือเทพและข้างไหนคือมาร? คำตอบก็คือ เราก็ต้องเป็นคนที่คิดและเลือก ว่าที่จริง คงไม่มีใครเลือกที่จะเป็นมารหรืออยู่ข้างมาร เขาคิดว่าฝั่งที่เขาเลือกคือเทพ สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่านักลงทุนนั้นจะต้องเลือกข้าง “ผู้ชนะ” ซึ่งก็คือ ข้างเทพ เพราะผู้ชนะนั้นจะเป็นคน “เขียนประวัติศาสตร์” และแน่นอน เขาจะต้องเขียนว่าเขาเป็นฝ่ายเทพ ความหมายของผมก็คือ ในการลงทุน เราควรเลือกบริษัทที่อยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงของการเติบโต เป็นธุรกิจที่กำลังมี “กระแส” หรือมี “ลมพัดมาทางข้างหลัง” เป็นอุตสาหกรรม “เทพ” นอกจากนั้น เราควรเลือกบริษัทที่กำลังเป็น “ผู้ชนะ” เป็นบริษัท “เทพ” วิธีที่เราจะเลือกได้ถูกต้องนั้น นอกจากการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งบ่อยครั้งจะต้องมองไปถึง “กระแสระดับโลก” ที่อาจจะมาก่อนแล้ว เรายังต้องพยายามตัดอคติและความรู้สึกส่วนตัวที่มีออกให้มากที่สุด เพราะนั่นมักทำให้เรามีความลำเอียงจนทำให้วิเคราะห์ผิดไปได้
ข้อห้า “คุณจะไม่มีวันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้” ว่าที่จริงผมคิดว่าคนเราอาจจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น เรื่องส่วนใหญ่นั้นเราไม่ค่อยจะเข้าใจหรอกแต่เราอาจจะคิดว่าเราเข้าใจ กฎข้อนี้เพื่อที่จะเตือนใจเราให้รู้ว่ายังมีเรื่องที่เราไม่เข้าใจอีกมาก และถ้าเราไม่เข้าใจแต่เราตัดสินใจลงทุน เราก็อาจจะพบกับความผิดหวังได้ง่าย ๆ วิธีการของผมก็คือ ถ้าเรายังไม่ค่อยจะเข้าใจหุ้นตัวไหน ก็อย่าไปลงทุนหรืออย่าลงทุนมาก ถ้าเราลงทุนก็จะต้องรู้ว่ามันคือการ “เก็งกำไร” และโอกาสเสียก็มีไม่น้อย โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมจะพยายามทำความเข้าใจในเรื่องของโลกในวงกว้าง ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ ปรัชญา และอื่น ๆ อีกร้อยแปด ผมพยายามที่จะเข้าใจ “ภาพใหญ่” ของสิ่งเหล่านี้ ในขณะที่ถ้าเป็นเรื่องที่ผมสนใจเป็นพิเศษ เช่น การลงทุน ผมก็จะพยายามศึกษาให้มากเพื่อที่จะได้ “รู้จริง” โชคดีที่ว่า ในการลงทุนนั้น การมีความรู้ในเรื่องของโลกอย่างกว้าง สามารถที่จะช่วยทำให้การลงทุนดีขึ้นมาก
ข้อหก “รักษาคุณธรรมและจริยธรรมให้สูงเข้าไว้” นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตเช่นเดียวกับการลงทุน เป็นเรื่องธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตซึ่งรวมถึงคนจะต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด บางครั้งก็เกิดการ “แย่งชิง” ทรัพยากรกัน การที่เราจะมีชีวิตที่ดีได้ เราต้องยึดถือคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีตลอดเวลาเพราะนี่คือ “กติกา” ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับและยกย่อง ถ้าเราทำผิดเราจะไม่ได้รับความเชื่อถือไปนานหรือตลอดไป และนั่นจะทำให้ชีวิตในอนาคตของเราตกต่ำลงและยากที่จะแก้ไขได้ ในเรื่องของการลงทุนนั้น ก็เช่นเดียวกัน อย่าใช้วิธีการที่ไม่มีคุณธรรมในการลงทุนหรือเล่นหุ้นแม้ว่ามันจะทำให้เรา ได้กำไรเร็วและมาก อะไรคือคุณธรรมในการลงทุนนี่ก็เป็นประเด็นอยู่เหมือนกัน แน่นอน การทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะถูกจับได้หรือไม่ก็ต้องถือว่าไม่มีคุณธรรมแน่นอน แต่การกระทำอย่างอื่นที่ทำให้นักลงทุนคนอื่นเสียหายโดยที่เราได้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น เราแนะนำให้เขาซื้อหุ้นตัวหนึ่งแต่ในเวลาเดียวกันเราขาย แล้วหลังจากนั้นราคาหุ้นก็ตกต่ำลงมามากเนื่องจากข้อมูลที่เรารู้อยู่ก่อน แล้ว แบบนี้ก็อาจจะถือว่าเราไม่ได้มีคุณธรรมที่สูงพอ แม้จะยอมรับกันว่า ในเรื่องของการลงทุน ทุกคนต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง
สุดท้าย สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนจนทำให้มีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตแบบ เศรษฐี หรือแม้แต่คนที่มุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วจากการลงทุนก็ คือ “รู้ว่าความสุขที่แท้จริงมาจากไหน” เรื่องนี้ผมขอตอบเองว่า เงินนั้นก่อให้เกิดความสุขได้ถึงระดับหนึ่งเท่านั้น เงินที่มากขึ้นจากนั้นจะสร้างความสุขเพิ่มขึ้นได้น้อยลงและน้อยลงเรื่อย ๆ ดังนั้น การมุ่งที่จะหาความสุขจากเงินมากเกินไปรังแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา แทน เพราะความสุขที่แท้จริงนั้น ผมว่าอยู่ในใจเสียมากกว่า
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 5 มิถุนายน 2555
หุ้นพันธบัตร
ส่วนผลตอบแทนที่เกิดจากราคาหุ้น หรือ Capital Gain ผมจะไม่นำมาคิดในช่วงที่ซื้อหุ้น เป็นไปได้ว่าราคาหุ้นอาจจะเพิ่มขึ้นทำให้ผลตอบแทนรวมสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม หุ้นอาจปรับตัวลงทำให้ผลตอบแทนรวมลดลง หรือแม้แต่ขาดทุนได้ ผมเชื่อว่าราคาหุ้นไม่น่าจะปรับตัวลงมาแรงนักเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอื่นๆ เหตุผลก็เพราะเงินปันผลของบริษัทน่าจะยังดีเหมือนเดิม ซึ่งจะทำให้ Yield หรือผลตอบแทนเงินปันผลสูงขึ้นถ้าราคาหุ้นลดลง และนั่นทำให้นักลงทุนบางกลุ่มสนใจ ที่จะเข้ามาลงทุนซื้อหุ้น และด้วยเหตุผลเดียวกัน คนที่ถือหุ้นอยู่ก็จะไม่อยากขาย ดังนั้นราคาหุ้นอาจจะไม่ลงมามากนัก
ฟังอย่างผิวเผินบางคนอาจจะบอกว่านี่คือหุ้น Defensive หรือหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดี เวลาเราพูดถึงหุ้น Defensive เรามักนึกถึงหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรม ที่ยอดขายไม่ใคร่ถูกกระทบมากนักโดยภาวะเศรษฐกิจไม่ว่าจะทางดีหรือร้าย เช่น อุตสาหกรรมอาหารหรือกลุ่มสาธารณูปโภค เป็นต้น หุ้น Defensive ยังต้องประสบกับการแข่งขันที่เข้มข้น ต้องต่อสู้กับคู่แข่งในตลาดเสรี เช่นเดียวกับที่ต้องควบคุมหรือประสบกับปัญหาด้านต้นทุนของสินค้าที่ผลิต ดังนั้น แม้ยอดขายโดยรวมของอุตสาหกรรมจะมั่นคงสม่ำเสมอ แต่ยอดขายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกำไรของแต่ละบริษัท อาจผันผวนได้ไม่น้อย ขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัท แต่หุ้นพันธบัตรในความหมายของผม ต้องมีความสม่ำเสมอและมั่นคงมากกว่านั้น และการที่บริษัทจะมีผลประกอบการแบบนั้นได้ ควรต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้
ข้อแรก คือ ควรอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ Defensive ซึ่งยอดขายโดยรวมไม่ผันผวนมากนักตามภาวะเศรษฐกิจ สินค้าหรือบริการเป็นสิ่ง "จำเป็น" ในชีวิตของผู้คน ถ้ายอดขายมีความผันผวน หรือมีความไวต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยแวดล้อมมากๆ ป็นเรื่องยากที่กิจการจะมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอได้
ข้อสอง คือ ผลประกอบการของบริษัท ไม่ควรที่จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหรือปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้มากนัก เช่น ไม่ควรขึ้นอยู่กับความต้องการหรือ Demand ของสินค้า หรือไม่ควรขึ้นอยู่กับเรื่องคู่แข่ง หรือผู้ให้บริการรายใหม่ๆ ที่จะเข้ามา หรือถ้าจะพูดไป คือ บริษัทอาจจะไม่ได้อยู่ในตลาดของการแข่งขันเสรีเนื่องจากเหตุผลต่างๆ ซึ่งอาจจะรวมถึงเรื่องของกฎระเบียบ สัมปทาน สัญญาหรือข้อตกลงที่มีการลงนามและผูกพันในระยะยาว หรือแม้แต่เรื่องที่เป็นการผูกขาดตามธรรมชาติของธุรกิจ เป็นต้น นอกจากนั้น ผลประกอบการของบริษัทก็ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับต้นทุน สำคัญที่ไม่อยู่ในการควบคุมของกิจการด้วย เพราะอาจทำให้ผลประกอบการของบริษัทถูกกระทบได้มาก ซึ่งหมายถึงว่า ราคาสินค้าหรือบริการของบริษัทสามารถปรับตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปได้
ข้อสาม ผมคิดว่ามีความสำคัญมากที่สุดข้อหนึ่ง ที่จะบอกว่าเป็นหุ้นพันธบัตรหรือไม่ ก็คือ ความสำเร็จหรือผลประกอบการของบริษัทน่าจะขึ้นอยู่กับ Operation หรือการดำเนินงานบางอย่างเท่านั้น เช่น ถ้าบริษัทสามารถผลิตหรือให้บริการตามที่ตกลงหรือตามที่กำหนดเป็นภารกิจของ บริษัทได้แล้ว บริษัทก็จะสามารถทำกำไรได้ในระดับที่น่าพอใจ และกิจกรรมหรืองานที่บริษัททำนั้นไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ที่ทำได้ยาก แต่เป็นการทำงานตามปกติของบริษัท โอกาสที่บริษัทจะทำไม่ได้หรือเกิดการผิดพลาดมีน้อย และนี่ทำให้บริษัทมีกำไรและจ่ายปันผลได้ในอัตราที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ
ข้อสุดท้าย ที่ผมจะต้องกล่าวถึงคือ ขณะที่หุ้นพันธบัตร สามารถให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมั่นคงมาก แต่มีข้อเสียเช่นเดียวกันในแง่ที่ว่า กำไรที่ดีผิดปกติ มักจะไม่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เหตุผลก็เพราะว่าบริษัทที่มีคุณสมบัติแบบนี้มักจะ "ถูกล็อก" ไม่ให้ทำกำไรเกินควรจากรัฐบาล หรือหน่วยงานควบคุม เพราะอาจมีอำนาจในการผูกขาด หรือเป็นเรื่องของสัญญาที่ผู้ให้สัญญาต้องเป็นผู้จ่ายเงิน ดังนั้น หุ้นพันธบัตรจึงมีลักษณะคล้ายๆ พันธบัตรนั่นคือ ความเสี่ยงต่ำในแง่ของผลประกอบการ แต่ผลตอบแทนก็มักจะไม่สูงโดยเฉพาะถ้ามองจากมุมของตัวกิจการเอง
เงื่อนไขในการลงทุนในหุ้นพันธบัตรของผมเองก็คือ ผลตอบแทนที่ผมคาดจะได้จากหุ้นพันธบัตร ต้องดีกว่าการถือพันธบัตร นั่นก็คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปีของหุ้นจะต้องดีกว่า หรืออย่างน้อยเท่ากับดอกเบี้ยที่ผมจะได้จากการถือพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 5% ต่อปี และบริษัทควรที่จะเติบโตของยอดขายและกำไรอย่างน้อยเท่ากับอัตราเงินเฟ้อที่ 3% ต่อปี โดยรวมแล้ว อย่างต่ำผมควรได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 8% ต่อปี โดยวิธีหาหุ้นที่จะเข้าข่ายก็ทำได้อย่างง่ายๆ โดยดูที่กำไรปีล่าสุดว่าเป็นเท่าไรและปันผลเป็นเท่าไร ต่อมาดูว่ากำไรและปันผล บริษัทน่าจะรักษาระดับอยู่ได้รวมถึงสามารถเติบโตได้อย่างน้อย 3-4% ขึ้นไป ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไรปีละ 5 บาทต่อหุ้น กรณีแบบนี้ ผมจะยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ราคาไม่เกิน 100 บาทซึ่งจะทำให้ผมได้เงินปันผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี ซึ่งดีกว่าการถือพันธบัตร เพราะการถือหุ้น ผมน่าจะได้กำไรจากราคาหุ้นด้วย เพราะหุ้นตัวนั้น จะเติบโตจากกำไรและปันผลที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
การถือหุ้นพันธบัตร ผมจะไม่ถือจำนวนมากในพอร์ต ผมจะถือไว้เพื่อ "ถ่วง" ไม่ให้พอร์ตหวือหวาเกินไป เช่นเดียวกัน ในยามที่หาหุ้นที่ดี และราคาถูกยากแต่ก็ไม่ใช่เวลาขายหุ้นอย่างในช่วงนี้ ผมก็ไม่อยากเก็บเป็นเงินสด หรือลงทุนในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนน้อย ดังนั้น หุ้นพันธบัตรก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เหนือสิ่งอื่นใด ทุกครั้งที่จะลงทุนในหุ้นพันธบัตร ผมก็หวังจะ "โชคดี" ในแง่ที่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในช่วงเวลาไม่นาน ที่จะทำให้กำไรและปันผลสูงขึ้นมากกว่าปกติมาก ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าที่คาด แต่ไม่ว่าในกรณีใด ผมต้องมั่นใจพอสมควรว่า ในเวลา 2-3 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนที่ผมจะได้จากหุ้นพันธบัตรจะต้องไม่แพ้พันธบัตรแน่นอน
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 29 พฤษภาคม 2555
กลยุทธ์ยามหุ้นแพง
นั่นก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ที่สูงและมีค่า PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตประมาณ 30-40% อย่างที่เห็นในช่วงนี้ เราในฐานะของ Value Investor ควรจะทำอย่างไร? คำตอบของ VI แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ลองมาดูกัน
มุมมองหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นแนว "VI พันธุ์แท้" หรือบางทีก็อาจจะเป็น "VI ใสซื่อ" ก็คือ "เราไม่สนใจตลาด ถ้าเราพบว่ามีหุ้นที่ยังมีราคาถูกกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก มี Margin of Safety หรือส่วนต่างของความปลอดภัยสูง เราจะซื้อ" บางคนอาจจะพูดต่อว่า เขายังพบหุ้นที่มีราคาถูกเป็นหุ้น VI อีกไม่น้อยแม้ในยามที่หุ้นในตลาดโดยทั่วไปมีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้น ตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ เขาสนใจเฉพาะหุ้นเป็นรายตัว
คอมเมนท์ของผม คือ แน่นอน ในยามที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาและค่า PE สูง เราจะยังมีหุ้นที่ "ถูก" หรือมีค่า PE ต่ำ นอกจากนั้นค่า PB อาจจะต่ำด้วย รวมถึงอัตราผลตอบแทนปันผลก็อาจสูง ถ้าดูโดยตัวเลขต้องบอกว่า หุ้นที่มีราคาถูก แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง หุ้นตัวนั้นอาจไม่ใช่หุ้นที่น่าลงทุนก็ได้ เพราะอาจมีปัญหา หรือกำไรในอนาคตอาจถดถอยลง เพราะปัจจัยด้านคุณภาพ เช่น อาจอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังตกต่ำลง หรือเป็นหุ้นวัฏจักรที่กำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลง ต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น ซึ่งทำให้หุ้นมีราคาถูกอย่างที่เห็น แต่ไม่ใช่หุ้น VALUE
การที่เราบอกว่า เราสนใจเฉพาะตัวหุ้น ไม่สนใจภาวะตลาด จริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยหลักการ แต่ในยามที่ตลาดหุ้นบูม เราต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษว่า หุ้นที่เราเห็นว่ามีราคาถูกโดยดูจากตัวเลข เช่น ค่า PE อาจเป็น "กับดัก" ที่ทำให้เรา "ติด" ได้ เหนือสิ่งอื่นใด ต้องคิดว่า ถ้าหาง่ายอย่างนั้น คนก็คงเจอแล้วก็ซื้อ และทำให้ราคาขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว คงไม่ปล่อยให้มี PE ต่ำมากอยู่อย่างนั้น โดยเฉพาะในยามที่มี "VI" อยู่เต็มตลาดหุ้น
มุมมองอีกแนวหนึ่งก็คือ ยามที่หุ้นในตลาดปรับตัวขึ้นมาก เราควรจะ Switch หรือเปลี่ยนตัวหุ้น จากหุ้นที่เราได้กำไรมาก หรือหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นไปมาก และราคาหุ้นเริ่มแพง แล้วเอาเงินไปซื้อหุ้นที่ยังเป็น "Laggard" หรือหุ้นที่ยังไม่ค่อยได้ขึ้นไปเท่าไร และราคาอาจยังถูกเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในตลาด แนวความคิดนี้ อาจดูเหมือนว่าไม่ใช่แนว VI เพราะอาจไม่ได้วิเคราะห์ว่า หุ้นนั้นมี Margin of Safety มากน้อยแค่ไหน แต่ไปดูจากการเปรียบเทียบว่า หุ้นตัวไหนราคาถูกกว่าอีกตัวหนึ่ง แทนที่จะดูว่าตัวมันเองคุ้มค่าหรือไม่กับพื้นฐานของมัน
VI ที่มองในแนวนี้ อาจบอกว่า หุ้นตัวใหม่ที่เขาจะซื้อ ต้องเข้าข่ายว่าเป็นหุ้น "VI" ด้วย นั่นคือ เขาอาจกำลังบอกว่า เขา Switch จากหุ้น VI ที่แพง ไปสู่หุ้น VI ที่ถูกกว่า มี Margin of Safety สูงกว่า
คำวิจารณ์ของผม คือ คนที่คิดแบบนั้น อาจจะมีความคิดว่า ราคาหุ้นที่เป็น VI แต่ละตัว เมื่อเวลาผ่านไปต้องวิ่งไปหา "มูลค่าที่แท้จริง" เช่น ราคาหุ้นปัจจุบันเท่ากับ 7 บาท มูลค่าที่แท้จริงที่คำนวณได้อาจเป็น 10 บาท หุ้นก็น่าจะวิ่งขึ้นไปอีกกว่า 30%ในอนาคต ทีนี้ถ้ามีหุ้น 2 ตัวที่ต่างก็เป็นหุ้น VI ในสายตาของเขา แต่หุ้นตัวที่หนึ่งที่เขาซื้อไว้แล้ว มีราคาวิ่งขึ้นไปเป็น 10 บาทอย่างรวดเร็ว เขาอาจจะคิดว่า "เต็มมูลค่า" แล้ว
ในขณะที่หุ้น VI ตัวที่สอง ราคายังไม่ได้ไปไหน ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปได้ในอนาคต เขาจึงขายหุ้นตัวแรก และหันไปซื้อหุ้นตัวที่สอง โดยที่เขาสรุปว่า หุ้นตัวแรกไม่ได้เป็นหุ้น VI แล้ว หรือเป็นหุ้น VI ที่จะมี Upside หรือโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นอีกน้อยลง ขณะที่หุ้นตัวที่สองยังเป็นหุ้น VI ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นมากกว่า
ผมเองคิดว่าการ Switch หุ้นในยามที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้น และหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นตามดัชนีตลาด อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีนัก เหตุผลคือ ในยามที่ตลาดหุ้นคึกคัก หุ้นที่จะ "ถูกละเลย" น่าจะมีน้อย การที่หุ้นตัวหนึ่งวิ่งได้ดี หรือมากกว่าหุ้นอีกตัวหนึ่ง อาจเป็นเพราะว่าหุ้นตัวแรกมีพื้นฐาน หรือคุณสมบัติดีกว่าหุ้นตัวที่สอง การวิเคราะห์เดิมของเราอาจผิดพลาด
ที่สำคัญ มูลค่าหุ้นตัวแรก อาจมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปในขณะที่หุ้นตัวที่สอง มูลค่ากิจการไม่ได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด การ Switch อาจมีโอกาส "ชนะ" ไม่มาก และอาจจะไม่คุ้มกับค่าคอมมิชชั่น และส่วนต่างราคาซื้อขายที่เราจะต้องเสีย เหนือสิ่งอื่นใดคือ อาจจะทำให้เราต้องเสียหุ้นที่ดี และได้หุ้นที่เลวกว่ามาแทนในทำนอง "ขายหมูแล้วไปซื้อควายมา" อย่างที่พูดกันในหมู่ VI
มุมมองสุดท้ายที่หลายคนอาจทำก็คือ การขายหุ้นเพื่อถือเงินสด และหวังจะกลับมาซื้อหุ้นคืน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง นี่เป็นกลยุทธ์ที่คล้ายกับนักเก็งกำไรที่จะ "เล่นหุ้นเป็นรอบ" นั่นก็คือ ซื้อหุ้นเมื่อดัชนีปรับตัวลง และขายหุ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูง ปีหนึ่งอาจเล่นหุ้นไม่กี่ครั้ง
สำหรับ VI เขาอาจคิดว่ารอบของเขา อาจจะใหญ่หรือยาวกว่า นั่นก็คือ ถ้าหุ้นขึ้นมาสูง จนหุ้นส่วนใหญ่แพงเกินไป และอาจเลยพื้นฐานไปแล้ว การหาหุ้นถูกยากมาก เขาก็ควรขายหุ้นทิ้งแล้วถือเงินสด เขาเชื่อว่าในที่สุด ราคาหุ้นน่าจะปรับตัวลงมา ซึ่งจะทำให้เขาซื้อหุ้นตัวเดิม หรือหุ้นตัวใหม่ในราคาที่ต่ำลง ซึ่งทำให้ผลตอบแทนของเขาดีขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดคือ เขาคิดว่าการถือเงินสด ปลอดภัยกว่าหุ้นที่อาจจะปรับตัวลงครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้ความมั่งคั่งที่เขาทำได้มากและรวดเร็วต้องหายไป
ความเห็นของผมคือ การถือเงินสด แม้จะปลอดภัยในแง่ที่เม็ดเงินจะไม่ลดลง แต่ก็แทบไม่ให้ผลตอบแทนเลย ข้อดีที่เห็นชัดที่สุด คือ ถ้าเกิดวิกฤติหรือตลาดหุ้นตกลงมารุนแรง และทำให้หุ้น VI ที่เราสนใจมีราคาลดลงมาก เราจะได้ซื้อหุ้นถูก และทำให้ผลตอบแทนในอนาคตสูงขึ้น แต่เหตุการณ์นั้น จะมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนเราก็ไม่รู้ หลายคนอาจจะบอกว่าเหตุการณ์ในยุโรป น่ากลัวมาก น่าจะมีโอกาสสูงที่ยุโรปจะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรง และนั่นน่าจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทยตกลงมารุนแรงได้
ประเด็นนี้ผมเอง ไม่อยากที่จะให้ความเห็น แต่ประสบการณ์ก็คือ วิกฤติมักจะเกิดขึ้นตอนที่ไม่มีใครคาดคิด เหตุการณ์ในยุโรป เป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้และรับทราบมาโดยตลอด ตลาดหุ้นก็ "รับข่าว" และปรับตัวลงมามากแล้ว การที่ตลาดหุ้นจะเกิดวิกฤติและมีการปรับตัวลงมากๆ น่าจะน้อยลง การตัดสินใจโดยอิงอยู่กับสิ่งที่ยังไม่แน่นอน จึงเป็นเรื่องการเก็งกำไรที่มีโอกาสได้เสียเท่าๆ กัน
สุดท้ายสำหรับตัวผมเองว่า จะทำอย่างไรในสถานการณ์หุ้นแพง คำตอบคือ ผมแทบจะไม่ทำอะไร โดยเฉพาะในยามที่หุ้นยังไม่ได้เป็น "ฟองสบู่" ประเด็นต่อมาคือ ผมทำอะไรกับเงินสด ที่อาจได้มาจากปันผล หรือจากแหล่งอื่น คำตอบคือ ผมอาจถือเป็นเงินสดไว้ หรือไม่ก็ลงทุนในหุ้นที่มั่นคงมากในแง่ผลประกอบการ ที่ยังให้ผลตอบแทนปันผลพอสมควร อาจจะ 4-5% เทียบกับเงินฝากที่ 1-2% ซึ่งหุ้นในกลุ่มนี้ ผมมักจะเรียกว่า "หุ้นพันธบัตร" ซึ่งหลายตัวเป็นผู้ให้บริการสาธารณูปโภคที่มีรายได้และกำไรค่อนข้างแน่นอน และมีการเติบโตบ้างแต่ราคาไม่แพงเท่าไรนัก
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 22 พฤษภาคม 2555
ศึกชิงตา
ต้นเหตุสำคัญ ก็คือ การเกิดขึ้นของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ประกอบกับการพัฒนาทางด้านของเทคโนโลยีการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ สามารถขยายช่องทางของการสื่อสารออกไปมหาศาล ทำให้ต้นทุนของการสื่อสารต่ำลงไปมากในขณะที่คุณภาพของภาพและเสียงกลับสูง ขึ้นมาก
การเกิดขึ้นของ กสทช. และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ “การผูกขาด” ของสื่อที่มีมานานในประเทศไทยหมดหรือเกือบหมดไป ในอนาคตอีกไม่นานเราจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะในด้านของ โทรทัศน์ที่จะมีสถานีหรือช่องทีวีใหม่เป็นร้อย ๆ ช่อง ที่ส่งถึงผู้ชมได้ทั่วประเทศ ผ่านเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ตั้งแต่ระบบดั้งเดิมที่เป็นเสาอากาศ ดาวเทียม สายเคเบิล และทางอินเทอร์เน็ต แต่ละช่องมีต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำมาก ดังนั้น การแข่งขันที่จะ “แย่งผู้ชม” จะรุนแรงมาก โดยที่กลยุทธ์สำคัญที่สุดในการดึงดูดคนดู ก็คือ การใช้ Content หรือเนื้อหาหรือข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้ามาชม การแข่งขันเพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่งในเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจในครั้งนี้ผมอยาก จะเรียก ว่า “ศึกชิงตา” นั่นก็คือ ผู้ให้บริการทั้งหลายต่างก็ต้องพยายามยึด “สายตา” ของคนในประเทศให้มาดูรายการ หรือ Content ของตนเองให้มากที่สุด เพราะจำนวนคนดูจะเป็น “รายได้” ที่กิจการจะได้รับที่จะมาจากการโฆษณา ค่าบริการ และอื่นๆ
ประเด็นที่จะต้องตระหนักมากที่สุด ก็คือ ในขณะที่มีบริษัทและช่องทางใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมายที่จะเข้ามาช่วงชิง “ตา” แต่จำนวน “ตา” นั้น กลับมีจำนวน “เท่าเดิม” ความหมาย ก็คือ คนไทยนั้น ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นน้อยมาก เวลาที่จะใช้ตาเพื่อที่จะ “ดู” ก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนักแม้จะมีคนบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ใช้สายตามากกว่าคน รุ่นก่อน ดังนั้น ถ้าเราคิดว่าจำนวน “ตา” หรือเวลาที่ใช้ในการ “ดู” ก็คือ “รายได้” ที่ผู้ให้บริการจะได้รับ ข้อสรุปของเรา ก็คือ รายได้จาก “ศึกชิงตา” ก็จะมีเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิม แต่ผู้ให้บริการกลับมีเพิ่มขึ้นซึ่งจะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก ผลก็คือ ถ้ามองในแง่ของอุตสาหกรรมโดยรวมแล้ว ก็น่าจะเป็นว่า กำไรของอุตสาหกรรมจะลดลง ถ้ามองในรายละเอียดต่อไปก็น่าจะเป็นว่า ผู้เล่นที่มีอยู่เดิมที่อยู่ในสภาวะผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด น่าจะมีกำไรน้อยลงเพราะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา “แย่ง” หรือแบ่ง “ลูกตา” หรือลูกค้าไปบ้าง ส่วนรายใหม่ที่เข้ามานั้น รายที่ประสบความสำเร็จสูงก็อาจจะได้กำไร แต่หลายรายที่น่าจะมีจำนวนมากกว่าก็จะขาดทุน มันเป็นศึกที่น่าจะคล้ายกับสงครามที่คู่ต่อสู้ส่วนใหญ่ “เสียหาย” และมีผู้ได้ประโยชน์จริงๆ น้อยมาก
ผู้ให้บริการรายใหญ่เดิมนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็คือ จำนวนผู้ชมและ/หรือเวลาชมน่าจะค่อยๆ ลดลง เหตุผลก็คือ Content หรือเนื้อหาที่ดึงดูดมวลชนจำนวนมากนั้นจะดึงดูดคนได้น้อยลงเนื่องจากจะมีผู้ ดูบางส่วนที่มีความสนใจใน Content อื่นมากกว่าแต่ในอดีตพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น แต่เมื่อมีทางเลือกอื่นพวกเขาก็จะไป ตัวอย่างง่ายที่สุดก็เช่น คนที่ชอบชมละครหลังข่าว ถ้ามีละครหลายเรื่องมากขึ้นมาเสนอในเวลาเดียวกัน โอกาสก็เป็นไปได้ที่พวกเขาบางคนจะไปชมเรื่องอื่น เช่นเดียวกัน รายการข่าวนั้น คนที่เคยชมข่าวช่วงไพร์มไทม์เป็นประจำ เมื่อเขามีทางเลือกอื่น เขาอาจจะไปชมในช่องที่เป็นช่องข่าว ที่นำเสนอแต่ข่าวตลอดทั้งวัน ที่พวกเขาสะดวกที่จะรับชมได้ตลอดเวลา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการรายใหญ่นั้น สิ่งที่พวกเขายังมีอยู่และรายเล็กและรายใหม่ไม่มี ก็คือ จำนวนหรือปริมาณคนดูที่มีจำนวนมากที่ทำให้ผู้ขายสินค้าที่ต้องการ “โฆษณาในวงกว้าง” จำเป็นต้องใช้บริการ ดังนั้น สิ่งที่รายใหญ่สามารถทำได้ ก็คือ การเพิ่มราคาค่าโฆษณา ซึ่งทำให้กิจการสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ เนื่องจากต้นทุนการผลิตและส่งรายการยังเท่าเดิม ประเด็นสำคัญก็คือ สถานีจะต้องรักษาคุณภาพหรือ Content ของรายการให้สามารถดึงดูดมวลชนจำนวนมากให้ได้ต่อเนื่องยาวนาน ในช่วงแรกๆ นั้นผมคิดว่าปัญหายังไม่มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมเชื่อว่าผู้ชมก็จะค่อยๆ กระจายความสนใจในรายการหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาพบทางเลือกใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ผลก็คือ ผลประกอบการของทีวีช่องใหญ่ๆ น่าจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงและอาจจะกลายเป็น “ตะวันตกดิน” ได้
ทีวีช่องใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมากมายนั้น จุดขายก็คือ แย่งชิงผู้ชมที่มีความสนใจเฉพาะอย่าง เช่น ชิง “ตาของวัยรุ่น” เช่น ทำสถานีเพลงที่โดดเด่น บางสถานีอาจจะเน้น “ตาของผู้ใหญ่” ที่สนใจปัญหาของบ้านเมือง จึงทำสถานีข่าว บางสถานีอาจจะเน้น “ตาของเด็ก” จึงทำช่องการ์ตูน สถานีเหล่านี้ก็มักจะได้ผู้ชมจำนวนไม่มากซึ่งทำให้รายได้ที่ได้รับไม่สูง นัก อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของการผลิตและออกอากาศก็อาจจะไม่สูงนักโดยเฉพาะบริษัทที่มี Content หรือเนื้อหาที่บริษัททำขึ้นเพื่อขายในช่องทางอื่นอยู่แล้ว ประเด็นที่เราอาจจะยังไม่รู้จนกว่าจะได้ทำจริง ๆ ก็คือ รายได้นั้นสูงกว่ารายจ่ายหรือไม่ ถ้าสูงกว่าก็มีกำไร แต่ถ้าต่ำกว่าก็ขาดทุน แต่ไม่ว่าในกรณีใด ความแน่นอนของผลประกอบก็อาจจะไม่สูงนัก เหตุผล ก็คือ ธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันสูงและมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก
การเกิดขึ้นของช่องทีวีจำนวนมากนั้น ทำให้บริษัทที่ให้บริการด้านโทรคมนาคมมีลูกค้าและมีรายได้มากขึ้นชัดเจน ผู้ให้บริการในด้านนี้มักจะต้องเป็นรายใหญ่พอสมควรและต้องลงทุนค่อนข้างมาก ดังนั้น คู่แข่งที่จะเข้ามาใหม่จะค่อนข้างยากและต้องใช้เวลา ตัวอย่างก็คือ ผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารและอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้น ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้น่าจะดีขึ้น อย่างน้อยในช่วงแรกๆ ที่ผู้ให้บริการรายใหม่ยังไม่สามารถเข้ามาให้บริการได้ทัน
ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งกำลังจะมีการเปิดประมูลและให้บริการระบบ 3 G เป็นคู่แข่งรายใหม่ที่น่ากลัวมากใน “ศึกชิงตา” เหตุผล ก็คือ ในปัจจุบันนี้คนจำนวนมากใช้สายตาอยู่กับแทบเล็ตและสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานมาก ในแต่ละวัน เวลาที่ใช้กับการสื่อสารเพื่อการสังคมหรือ Social Media นั้น น่าจะเข้ามาแย่งชิง “ตา” จากบริษัทที่ให้บริการทีวีไปไม่น้อย และนี่จะลดรายได้ของทีวีแต่ไปเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทให้บริการโทรศัพท์มือ ถือ
ผมคิดว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากที่พยายาม “แย่งชิงตา” ที่มีอยู่จำกัดและไม่ได้เติบโตมากนัก สิ่งต่างๆ เหล่านั้นบางอย่างเราก็ยังไม่รู้ บางอย่างก็อาจจะยังไม่เกิด แต่ผมมั่นใจว่ามันมีความหลากหลายมาก ผลก็คือ รายการหรือ Content ที่มีผู้ชมมากจริงๆ หรือมีเรทติ้งสูงมากๆ จะมีน้อยลงเรื่อยๆ ลักษณะอย่างนี้จะทำให้การทำกำไรสูงมากๆ ของช่องทีวีจะเป็นไปได้ยากขึ้นและธุรกิจทีวีในอนาคตอาจจะไม่เหมือนเดิมอีก ต่อไป
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 1 พฤษภาคม 2555
ผู้นำกับหุ้น
คำถามที่หลายคนอาจจะนึกขึ้นมาได้ คือ ถ้ามะเร็งที่พบ ไม่ใช่มะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่หนึ่ง แต่มันกลายเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 หรือ 4 และแพทย์ลงความเห็นว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนล่ะ หุ้นเบิร์กไชร์จะตกลงมาแค่ไหน?
เหตุผล ก็คือ ผู้คนต่างเชื่อว่าบัฟเฟตต์กับเบิร์กไชร์แทบจะเป็น "สิ่งเดียวกัน" แทบจะใช้คำแทนกันได้ เพราะบัฟเฟตต์เป็นคนที่พลิกฟื้นเบิร์กไชร์จากธุรกิจสิ่งทอที่ กำลัง "ตาย" กลายเป็น "บริษัทลงทุน" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นมาก อย่างน้อยที่บริษัทจะสามารถทำได้ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น
ถ้า บัฟเฟตต์ตาย หุ้นเบิร์กไชร์จะเหลืออะไร เหนือสิ่งอื่นใด บริษัทเบิร์กไชร์ มีคนเพียงสิบกว่าคน นอกจากบัฟเฟตต์แล้ว ที่เหลือเป็นพนักงาน "ธุรการ" ที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรในการลงทุน ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเก่งใกล้เคียง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ดังนั้นถ้า บัฟเฟตต์ ตาย บริษัทเบิร์กไชร์จะ "เหลืออะไร" และราคาหุ้นเบิร์กไชร์ที่ซื้อขายในราคาหุ้นละ 121,310 ดอลลาร์ในวันนั้น หรือหุ้นละ 3.8 ล้านบาท จะตกลงมาเท่าไร
ในการตอบคำถามนั้น ผมอยากให้เราดูตัวอย่างของหุ้นแอ๊ปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ที่น่าจะมีเรื่องราวที่ใกล้เคียงกันมากในวันที่มีการประกาศ หรือวันที่รับรู้กันว่าผู้บริหารสูงสุด "กำลังจะตาย" ด้วยโรคร้าย
ประการ แรก คือ สตีฟ จ็อบส์ ซึ่งเป็นผู้นำ หรือผู้บริหารสูงสุด มีความสำคัญต่อบริษัทอย่างยิ่งยวด และคนเชื่อว่า สตีฟ จ็อบส์ ก็คือ แอ๊ปเปิ้ล และแอ๊ปเปิ้ล ก็คือ สตีฟ จ็อบส์ สองคำนี้แทบ "ใช้แทนกันได้" เพราะสตีฟ จ็อบส์ เป็นคนที่พลิกฟื้นธุรกิจของแอ๊ปเปิ้ลจากบริษัทที่กำลัง "พ่ายแพ้" ทุกด้าน กลายเป็นบริษัทไฮเทคมือหนึ่งของโลกที่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คนทั้งโลกต่างคลั่งไคล้อยากได้ไว้เป็นเจ้าของ ดังนั้น ถ้า สตีฟ จ็อบส์ ตาย แอ๊ปเปิ้ลจะเหลืออะไร
เรื่องราวต่อมา คือ สตีฟ จ็อบส์ ได้ สร้างความมั่งคั่งมโหฬารให้แก่ผู้ถือหุ้นแอ๊ปเปิ้ล อย่างน้อยที่บริษัทในตลาดหุ้นจะทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับที่ บัฟเฟตต์ ทำให้กับผู้ถือหุ้นเบิร์กไชร์ ช่วง 46 ปี นับจากปี 1966 ถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นเบิร์กไชร์ปรับตัวขึ้นจากราคา 17.5 ดอลลาร์ เป็นกว่า 120,000 ดอลลาร์ คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละถึง 21.2% และทำให้ผู้ถือหุ้นจำนวนมากที่ถือหุ้นบริษัทมาตลอดกลายเป็น "มหาเศรษฐีเบิร์กไชร์" โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย
ส่วนกรณีแอ๊ป เปิ้ล ช่วง 8 ปี นับจาก สตีฟ จ็อบส์ กลับเข้ามาบริหารแอ๊ปเปิ้ล ที่ "กำลังจะตาย" อีกครั้งหนึ่งในช่วงกลางปี 2546 ถึงกลางปี 2554 ช่วงที่เขา "กำลังจะตาย" หุ้นแอ๊ปเปิ้ลปรับตัวขึ้นจากราคา 7 ดอลลาร์ เป็น 374 ดอลลาร์ หรือเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 50 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 77% คนที่ถือหุ้นแอ๊ปเปิ้ลโดยไม่ขายเลยน่าจะต้องกลายเป็น "มหาเศรษฐีแอ๊ปเปิ้ล" จำนวนไม่น้อยจากราคาหุ้นที่ขึ้นไป ที่น่าสังเกตยิ่งกว่านั้น คือ ทั้งหุ้นเบิร์กไชร์และแอ๊ปเปิ้ล ต่างไม่จ่ายปันผลเลยตลอดช่วงเวลาอันยาวนานดังกล่าว แม้ธุรกิจจะได้กำไรมหาศาลทุกปี
วันที่ สตีฟ จ็อบส์ ตายในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 หุ้นแอ๊ปเปิ้ลแทบไม่ตกลงมาเลยจากราคา 378 ดอลลาร์ต่อหุ้น จริงอยู่ ข่าวความเจ็บป่วยของจ็อบส์ ออกมาเป็นระยะๆ และตลาดอาจจะรับรู้ข่าวมาตลอด ราคาหุ้นก็อาจจะสะท้อนมาตลอดอยู่แล้ว แต่กรณีนี้น่าจะเป็นแบบเดียวกับหุ้นเบิร์กไชร์เช่นกัน แม้จะไม่เคยมีข่าวว่าบัฟเฟตต์เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายใดๆ แต่ด้วยอายุที่ขึ้นต้นด้วยเลข 8 บัฟเฟตต์อาจจะต้องตายในไม่ช้าแน่นอน หรือไม่อย่างนั้น เขาอาจต้องปลดเกษียณ เพราะทำงานไม่ไหวได้ในเวลาอาจจะไม่เกิน 10 ปี การที่หุ้นเบิร์กไชร์แทบไม่กระทบกระเทือนเลยในวันที่เขาให้ข่าวเรื่องมะเร็ง จึงเป็นเรื่อง "ปกติ" เหมือนกับหุ้นแอ๊ปเปิ้ลในวันที่จ็อบส์ตาย
ประเด็น ต่อมาที่น่าสนใจ คือ เบิร์กไชร์จะเหลืออะไรถ้าไม่มีบัฟเฟตต์ นี่อาจจะคล้ายๆ กับแอ๊ปเปิ้ลที่ไม่มี สตีฟ จ็อบส์ หลังจาก จ็อบส์ ตายหรือกำลังจะตาย ทิม คุก คือ คนที่มาแทน เขาอาจจะไม่มีบารมี หรือความสามารถเท่าจ็อบส์ แต่เขาไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เขาเริ่มต้นเมื่อบริษัทแอ๊ปเปิล "มีทุกอย่างยกเว้นจ็อบส์" ดังนั้น การทำงานของเขาก็ง่ายขึ้นเยอะ เขาสามารถออกผลิตภัณฑ์ที่ "ทุกคนรอคอย" ได้แบบเดียวกับที่จ็อบส์ทำ สินค้าของแอ๊ปเปิ้ลขายดีเหมือนเดิม ว่าที่จริงขายดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ กำไรไม่ต้องพูดถึง ดีขึ้นมาก
ตอนนี้ แอ๊ปเปิ้ล ก็คือ แอ๊ปเปิ้ล ไม่จำเป็นต้องมีจ็อบส์หรือทิมคุก ก็แข็งแกร่ง และดีพอที่จะต่อสู้และเอาชนะคู่แข่งได้ โดยที่ผู้บริหารสูงสุดไม่จำเป็นต้องโดดเด่นอีกต่อไป และผมก็เชื่อว่าในวันที่บัฟเฟตต์ไม่อยู่แล้ว เบิร์กไชร์ก็จะยังยิ่งใหญ่อยู่เหมือนเดิม เพราะเบิร์กไชร์ในวันนั้นจะ "มีทุกอย่างยกเว้นบัฟเฟตต์" เบิร์กไชร์ยังมีหุ้นของบริษัทที่เป็นซูเปอร์คอมปะนี หรือซูเปอร์สต็อกระดับโลก ที่ยังสร้างผลงานโดดเด่นไปอีกนานเท่านาน
นอก จากนั้น เบิร์กไชร์ยังหาบริษัทที่โดดเด่นลงทุนเพิ่มได้ตลอด เพราะชื่อเสียงและเม็ดเงินมหาศาลที่เบิร์กไชร์คุมอยู่ที่จะดึงดูดให้บริษัท ที่ต้องการเงินเข้ามาหา และด้วยปรัชญาและแนวทางการลงทุนที่ถูกกำหนดและปฏิบัติมานานโดยบัฟเฟตต์ ผมคิดว่าเบิร์กไชร์ ยังรักษาผลงานของตนเองไปได้อีกนาน แม้ไม่มีบัฟเฟตต์แล้ว
ราคา หุ้นของแอ๊ปเปิ้ลหลังจากจ็อบส์ตายจนถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณกว่า 6 เดือน ได้ปรับตัวขึ้นจาก 378 เป็น 573 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 52% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 19% ในเวลาเดียวกัน และทำให้หุ้นแอ๊ปเปิ้ลเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลกทิ้งห่างอันดับสอง ไปมาก
นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ธุรกิจที่ดีเยี่ยม และเป็นซูเปอร์สต็อก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริหารมากนัก แม้การที่บริษัทกลายเป็นซูเปอร์สต็อกได้ ก็เพราะมีผู้บริหารที่ดีสุดยอด ที่สร้างบริษัทขึ้นมาเหนือคู่แข่งทั้งมวล โดยนัยนี้ ผมคิดว่าหากบัฟเฟตต์เป็นอะไรไป ราคาหุ้นเบิร์กไชร์อาจไม่ถูกกระทบมากนัก
ดัง นั้น ใครที่ถือหุ้นเบิร์กไชร์ ก็ไม่ต้องกลัวว่าบัฟเฟตต์จะเป็นอะไร เพราะเขาต้องเป็นแน่ในวันใดวันหนึ่ง แต่หุ้นเบิร์กไชร์ อาจจะไม่เป็นอะไร และแน่นอน เรื่องทั้งหมดนี้ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหุ้นในทุกตลาดรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โดยข้อสรุปรวบยอดของผม คือ ช่วงที่บริษัทยังเล็ก และ/หรือ อ่อนด้อยอยู่ ฝีมือของผู้บริหารสูงสุดจะมีความสำคัญชี้เป็นชี้ตายได้ แต่เมื่อบริษัทก้าวหน้ามาจนถึงจุดสุดยอดหนึ่งแล้ว มันก็สามารถเดินได้ด้วยตนเอง และความสามารถของผู้บริหาร ก็อาจจะไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก
Friday, April 20, 2012
Super Cheap
และยึดกุมธุรกิจเกือบทั้งหมด ในระหว่างที่กำลังขยายตัวไปตามท้องถิ่นต่างๆ
เราจะพบว่ามีธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนท้องถิ่นยัง ต่อสู้ กับธุรกิจจาก ส่วนกลาง ได้ บางบริษัทจะขยายตัวไปในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง ถ้ามองจากภายนอก ดูเหมือนร้านของบริษัทท้องถิ่นบางแห่งจะขายดีเท่ากับ หรือดีกว่ากิจการ ระดับชาติ ที่มาเปิดสาขาอยู่ใกล้ๆ กัน นี่อาจจะทำให้คนที่สังเกตการณ์คิดไปไกลว่า กิจการท้องถิ่นดังกล่าว อาจกลายเป็นคู่แข่ง หรือภัยคุกคามกิจการระดับชาติที่กำลังขยายตัวด้วยซ้ำ แต่นี่เป็นความจริงหรือเป็น ภาพลวง กันแน่ ลองมาดูภาพ ธุรกิจท้องถิ่น ที่สามารถ ต่อกร กับธุรกิจระดับชาติโดยเฉพาะที่เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ดู
ประเด็นแรกที่ผมจะพูดถึงคือ ร้านค้าปลีกท้องถิ่นที่โดดเด่นแข่งขันกับร้านค้าปลีกสมัยใหม่ระดับชาติได้ เกือบทั้งหมดเน้นลูกค้าที่มีรายได้ค่อนไปทางต่ำหรือต่ำสุด ทางการตลาด เน้นลูกค้าระดับ C ลงไป ซึ่งไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของเครือข่ายระดับชาติ และสินค้าที่ขาย จะเน้นราคาถูกเป็นหลัก การตั้งราคาสินค้าก็จะต่ำกว่าสินค้าแบบเดียวกัน ที่มีขายอยู่ในร้านที่เป็นโมเดิร์นเทรดระดับชาติ สิ่งที่แตกต่างดูเหมือนอยู่ที่คุณภาพของบริการ ที่น้อยและด้อยกว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ การตกแต่งร้านก็ไม่หรูหรา บางร้านไม่ติดเครื่องปรับอากาศ ภาพของร้านคือ เป็นร้านที่ขายสินค้าราคาถูก แต่เป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน และมีความน่าเชื่อถือคล้ายๆ กับร้าน Modern Trade ไม่เหมือนกับร้านค้า แบบดั้งเดิม ที่ทำกันในครอบครัวและมีขนาดเล็ก
บริษัทท้องถิ่นที่ โดดเด่น มีหลากหลายสินค้า ที่เห็นค่อนข้างมากรวมถึง ร้านขายสินค้าเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ในพื้นที่ ร้านเหล่านี้อาจมีชื่อ ทันสมัย และเน้นภาพความมีราคาถูก เช่น อาจตั้งชื่อร้านว่า Home Cheap ร้านที่มีค่อนข้างมากอีกกลุ่มหนึ่งคือ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนมีการขายเงินผ่อน ซึ่งอาจตั้งชื่อเป็น Electronic Cheap ร้านสะดวกซื้อที่อาจมีชื่อว่า Con Cheap หรือแม้แต่ร้าน เมกะสโตร์ ขายสินค้าหลากหลายสารพัดอย่าง และมีขนาดใหญ่โตที่อาจตั้งชื่อว่า Super Cheap ร้านต่างๆ เหล่านี้ บางแห่งอาจเริ่มมีสาขาที่กระจายออกไปในพื้นที่อื่นของจังหวัดและในจังหวัด ใกล้เคียง นั่นทำให้มีภาพและชื่อเสียงดีขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งและเป็นเสมือนหนึ่งประกาศ ว่า บริษัทสามารถแข่งขันและอาจเอาชนะร้านที่มาจากส่วนกลางระดับชาติได้
ประเด็นที่ต้องคิดคือ บริษัทท้องถิ่นที่ดูเหมือนจะ ประสบความสำเร็จ ในการขายสินค้าราคาถูกเป็นหลัก ที่ผมอยากเรียกเป็นคำรวมๆ ว่าบริษัท Super Cheap หรือ SC เหล่านั้น ประสบความสำเร็จจริงหรือ? และถ้าจริง บริษัทจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จนแข่งขันกับบริษัทระดับชาติในวงที่กว้างขึ้น และในที่สุดตนเองก็จะกลายเป็นบริษัทระดับชาติได้หรือไม่?
คำตอบขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างแต่คำว่า ขายดี อาจไม่ใช่คำตอบ เหตุผลคือ การขายดีอาจจะเป็นเพราะ ร้านนั้นขายสินค้าราคาถูกกว่าปกติ และสินค้าสำหรับลูกค้าที่มีรายได้ต่ำ ลูกค้ามักจะตัดสินใจซื้อโดยเน้นที่ราคาเป็นหลัก ดังนั้นร้าน SC จึงดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ได้ ประเด็นยังมีว่า ลูกค้ามักจะซื้อสินค้าต่อรายการค่อนข้างต่ำ การที่เราเห็นคนเข้าร้านมาก ไม่ได้หมายความว่า รายได้ในการขายจะมากเท่าๆ กับร้านที่ขายสินค้าให้คนที่มีรายได้มากกว่าและราคาที่สูงกว่า นี่เป็นการขายที่อาจเกิด ภาพลวง ขึ้นได้
เรื่องที่สำคัญคือ บริษัท SC ขายสินค้าราคาต่ำกว่า แต่ต้นทุนการซื้อสินค้า กลับแพงกว่าบริษัทระดับชาติ เพราะปริมาณการสั่งซื้อจาก Supplier ที่น้อยกว่ามาก มาร์จินหรือกำไรขั้นต้นของ SC จึงน่าจะต่ำมาก อาจมีข้อโต้แย้งว่า ต้นทุนค่าการขายและโสหุ้ยต่างๆ ของ SC ต่ำกว่าบริษัทที่มีเครือข่ายระดับชาติ ดังนั้น SC อาจยังมีกำไรได้ แต่นี่เป็นเรื่องที่เราคาดเดามากกว่าข้อเท็จจริง แต่ข้อโต้แย้งก็มีต่อไปว่า ถ้า SC ไม่มีกำไร บริษัทจะอยู่ได้อย่างไรมาค่อนข้างนาน ที่สำคัญยังขยายตัวด้วย บางแห่งเริ่มขยายตัวน่าประทับใจ นี่ไม่ใช่สัญญาณของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและทำกำไรหรือ?
คำตอบของผมคือ อาจไม่ใช่! เหตุผลคือ ธุรกิจค้าปลีก ผู้ขายจะขายเป็นเงินสด ขณะที่การซื้อสินค้าจาก Supplier เป็นเงินเชื่อ ซึ่งบางทีกว่าจะจ่ายก็หลายเดือน แม้บริษัทจะค้าขายไม่มีกำไรหรือขาดทุนบ้าง กระแสเงินสดก็ไม่ขาด บริษัทขายสินค้าไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ประสบปัญหาในการดำเนินงาน ว่าที่จริงบางกรณี บริษัทขยายงานไปได้เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่บริษัทไม่มีกำไรเลย เหตุผลเช่นเดิมนั่นคือ ยิ่งขายสินค้ามาก เงินสดที่ได้จากการขายก็มากขึ้น ขณะที่เงินที่ต้องจ่ายให้กับ Supplier กลับถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ การขยายตัวของธุรกิจ จึงอาจจะไม่ใช่เครื่องหมายการทำกำไรก็ได้
ข้อถกเถียงต่อมาคือ เจ้าของธุรกิจ SC คงไม่ทำธุรกิจ หรือตัดสินใจขยายงานโดยที่รู้ว่ากิจการไม่ทำกำไร นี่เป็นข้อโต้แย้งที่มีเหตุผล นี่ก็มาถึงจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ SC คือ การจัดการ โดยเฉพาะการบริหารสินค้าคงคลัง ปัญหาคือ เจ้าของ หรือผู้บริหาร SC อาจไม่รู้ข้อมูลจริงๆ ของธุรกิจตนเอง เพราะระบบข้อมูล และบัญชีอาจไม่ได้มาตรฐาน เขาอาจไม่ได้ตรวจนับสินค้าคงคลังอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงพอ เขาอาจประมาณการสินค้าสูญหาย หรือล้าสมัยต่ำเกินไป ทำให้ตัวเลขกำไรสูงเกินไป นี่เป็นตัวอย่างที่อาจเกิดขึ้น เพราะการบริหารงานที่อาจมีอีกมากมาย
ถ้าสมมติว่าทุกอย่างถูกต้อง บริษัท SC ประสบความสำเร็จจริง ธุรกิจมียอดขายที่ดี มีกำไรจริง มีการบริหารงานและระบบข้อมูลและบัญชีที่เชื่อถือได้ และขยายงานครอบคลุมในระดับจังหวัด และอาจจะในจังหวัดใกล้เคียงได้สำเร็จ แต่นี่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า บริษัทจะแข่งขันกับบริษัทระดับชาติได้แน่นอน ประเด็นคือ การบริหารงานบริษัทที่มีขนาดของธุรกิจขนาดหนึ่ง อาจไม่เหมือนกับการบริหารบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปมาก ระบบการบริหารอาจเปลี่ยนแปลงไปมาก การดูแลกิจการโดยบุคคลที่เป็น เจ้าของ อาจทำได้ไม่ทั่วถึง และนี่อาจเป็นข้อจำกัดของบริษัท SC
แน่นอน ต้องมีบริษัท SC ที่ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทระดับชาติได้บ้าง ว่าที่จริงตัวอย่างก็มีอยู่ บริษัท SC จำนวนมาก น่าจะเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่สามารถเติบโตขึ้นมาท้าทายบริษัทที่มีเครือข่ายระดับชาติได้ SC จำนวนมาก ล้มหายตายจาก ไป SC ที่เหลืออยู่จำเป็นต้อง หาจุดยืน ของตนเองให้ได้ เพื่ออยู่รอดในระยะยาว แต่นักลงทุนที่ลงทุนในบริษัทค้าปลีกระดับชาติ ความคิดที่ว่า SC จะเป็นภัยคุกคามต่อการขยายตัวของบริษัท น่าจะเป็นสิ่งที่ยังห่างไกลไปมาก
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 17 เมษายน 2555
ฟองสบู่ทะเลใต้
ฟองสบู่ทะเลใต้นั้น เกิดขึ้นในช่วงปี 1720 หรือประมาณ 300 ปีมาแล้วในอังกฤษ นี่คือเหตุการณ์ที่ราคาหุ้นของบริษัท South Sea ของอังกฤษถูก “ปั่น” ขึ้นไปสูงมาก ปริมาณการซื้อขายสูงมาก ขนาดหรือมูลค่าหุ้นในตลาดใหญ่มาก และคนที่เข้าไปซื้อขายหุ้นมีจำนวนมหาศาลทั้งที่เป็นชาวบ้านและคนชั้นสูงที่ มีชื่อเสียงของประเทศ ความคึกคักของการซื้อขายหุ้น South Sea มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นในอังกฤษและทั่วโลกปรับตัวขึ้นและกลายเป็นฟองสบู่ไป ด้วย และแน่นอน เมื่อ “ฟองสบู่แตก” ความเสียหายก็มหาศาลเช่นเดียวกัน มาดูกันว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร
บริษัท South Sea Company ที่ต่อไปนี้ผมจะใช้ชื่อย่อว่า SSC ก่อตั้งขึ้นในปี 1711 โดยผู้ก่อตั้งนั้นมีหลายคน ซึ่งรวมถึง รมว.คลังของอังกฤษในช่วงนั้นด้วย บริษัทถูกตั้งขึ้นเพื่อที่จะช่วยหาเงินมาอุดหนุนหรือหาเงินมาแก้ปัญหา หนี้สินของรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาก อันเป็นผลจากการที่อังกฤษทำสงครามกับสเปน โดยหลักการก็คือ บริษัทจะซื้อพันธบัตรและหนี้สินระยะสั้นของรัฐบาลมาแปลงเป็นระยะยาวรวมถึง การลดดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายด้วย ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ตอบแทนโดยการอนุมัติให้บริษัทผูกขาดการค้าขายกับอาณานิคมในอเมริกา ใต้ที่อยู่ที่ “ทะเลใต้” ของสเปน
ดีลแรกที่เกิดขึ้นในปี 1713 ก็คือ รัฐบาลและบริษัทได้ชักชวนให้นักลงทุนที่ถือหนี้ระยะสั้นของรัฐบาล 10 ล้านปอนด์ให้แปลงหนี้เป็นหุ้นออกใหม่ของ SSC โดยที่รัฐบาลจะตอบแทนบริษัทโดยการออกพันธบัตรที่ไม่มีกำหนดอายุใช้เงินต้น คืน 10 ล้านปอนด์เช่นกัน โดยรัฐบาลจะจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยให้บริษัททุกปีๆ ประมาณ 5.8% นี่ทำให้ SSC มีรายได้และกำไรแน่นอนปีละ 580,000 ปอนด์ ที่จะทำให้หุ้นของบริษัทเป็นที่น่าสนใจ ในขณะที่รัฐบาลเองก็หวังว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอเมริกาใต้มาใช้จ่าย เป็นค่าดอกเบี้ยได้ สรุปแล้วดีลนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงหลังจากนั้นก็คือ บริษัทได้สิทธิที่จะนำเรือไปค้าขายได้เพียงปีละหนึ่งลำ และนำทาสไปขายให้กับอาณานิคมได้ ซึ่งไม่คุ้มค่าเลยสำหรับบริษัท
ในปี 1717 บริษัทได้รับแปลงหนี้ของรัฐบาลเพิ่มอีก 2 ล้านปอนด์ เงินจำนวนนี้คิดเป็นประมาณ 3% ของงบประมาณแผ่นดินของอังกฤษในปีนั้น และก็เช่นเคย บริษัทมีรายได้และกำไรที่แน่นอนเพิ่มขึ้นในขณะที่รัฐบาลก็สามารถลดดอกเบี้ย จ่ายลง
ในปี 1719 บริษัทได้เสนอดีลซึ่งน่าจะเป็น “ดีลแห่งศตวรรษ” นั่นก็คือ บริษัทจะซื้อหนี้จำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลอังกฤษหรือ 31 ล้านปอนด์ โดยการออกหุ้นใหม่ของบริษัทมาแลก และบริษัทสัญญาว่าจะลดดอกเบี้ยของพันธบัตรให้เหลือ 5% ต่อปี จนถึงปี 1727 และ 4% ต่อปีหลังจากนั้น เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้รัฐบาล ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับพันธบัตร และที่สำคัญทำให้หุ้นของ SSC มีปริมาณมหาศาลซื้อง่ายขายคล่อง สรุปแล้วก็คือ ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย ประเด็นสำคัญก็คือ ราคาแปลงสภาพของหุ้นซึ่งถึงแม้ว่าบริษัทจะเป็นคนกำหนดแต่ก็ต้องคำนึงว่ามัน จะต้องเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคาหุ้นของ SSC ในขณะนั้นด้วย ดังนั้น สิ่งที่บริษัทและอาจจะรวมถึงผู้นำของรัฐบาลทำก็คือ การพยายาม “ปั่น” ราคาหุ้น เพื่อที่จะให้คนถือพันธบัตรและหนี้ของรัฐบาลนำตราสารเหล่านั้นมาแลกเป็นหุ้น SSC ในราคาที่สูงและคาดว่าจะสูงต่อไป
บริษัทเริ่ม “ปั่น” ราคาหุ้นโดยการปล่อยข่าวลือที่ “ดีสุดๆ” เกี่ยวกับศักยภาพของมูลค่าการค้าขายกับ “โลกใหม่” ซึ่งก่อให้เกิดการ “เก็งกำไรอย่างบ้าคลั่ง” ในหุ้นของบริษัท ราคาหุ้น SSC พุ่งขึ้นจาก 128 ปอนด์ต่อหุ้นเมื่อบริษัทเสนอโครงการซื้อหนี้ของรัฐบาลในเดือนมกราคมปี 1720 เป็น 175 ปอนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 330 ปอนด์ในเดือนมีนาคม และหลังจากที่โครงการได้รับการอนุมัติ หุ้น SSC ก็วิ่งขึ้นเป็น 550 ปอนด์เมื่อสิ้นพฤษภาคม สิ่งที่อาจทำให้หุ้นซื้อขายที่ PE สูงมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ วงเงินกู้ 70 ล้านปอนด์เพื่อขยายงานที่บริษัทจะได้รับโดยการสนับสนุนสำคัญจากรัฐสภาและพระ มหากษัตริย์
นอกจากนั้น บริษัทได้ขายหุ้นให้กับนักการเมืองในราคาตลาด แต่แทนที่จะจ่ายเป็นเงินสด พวกเขากลับรับหุ้นไว้เฉยๆ โดยมีสิทธิที่จะขายหุ้นคืนให้กับบริษัทเมื่อเขาต้องการ และจะรับเฉพาะ “กำไร” ที่จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป วิธีนี้ได้ใจผู้นำในรัฐบาล “กิ๊ก” ของพระราชา และอื่นๆ ซึ่งทำให้คนเหล่านี้ช่วยกัน “ดัน” ราคาหุ้น ในอีกด้านหนึ่ง การเปิดเผยชื่อคนดังเป็นผู้ถือหุ้นก็ช่วยให้ชื่อเสียงบริษัทดีขึ้นและช่วย ดึงดูดนักลงทุนอื่นๆ มาซื้อหุ้นบริษัท
ในช่วงที่ผู้คนกำลังบ้าคลั่ง เกี่ยวกับหุ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 1720 พระราชบัญญัติ “ฟองสบู่” หรือ “Bubble Act” ที่บังคับว่าบริษัทใหม่ ๆ จะก่อตั้งได้จะต้องตราเป็น พ.ร.บ. ก็ถูกตราออกใช้ นี่ยิ่งทำให้บริษัทได้ประโยชน์มากขึ้นและส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปเป็น 890 ปอนด์ในช่วงต้นมิถุนายน นี่ทำให้นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้น อย่างไรก็ตาม กรรมการบริษัท ต่างก็ออกมาทยอยเก็บเพื่อพยุงราคาซึ่งทำให้ราคาหุ้นยืนอยู่ได้ที่ราว 750 ปอนด์
การที่หุ้นปรับตัวขึ้นมาจาก 100 กลายเป็นเกือบ 1,000 ปอนด์ ในช่วงเวลาไม่ถึงปี ได้ทำให้คนทุกหมู่เหล่าตั้งแต่ขุนนางจนถึงชาวนาคลั่งไคล้การลงทุนไม่เฉพาะใน หุ้น SSC แต่ในตลาดหุ้นโดยทั่วไปด้วย นอกจากหุ้นของบริษัทเดิม ๆ ที่มีอยู่ หุ้นออกใหม่หรือ IPO ก็มีจำนวนมาก บางบริษัทแทบจะไม่มีธุรกิจอะไรเลยแต่โฆษณาว่า “ทำธุรกิจที่มีความได้เปรียบมหาศาล”
ราคาหุ้น SSC ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ 1,000 ปอนด์ ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 1720 แต่แรงขายมหาศาลทำให้ราคาตกกลับลงมาที่ 100 ปอนด์ก่อนสิ้นปีซึ่งก่อให้เกิดการล้มละลายไปทั่วสำหรับคนที่กู้เงินมาเล่น หุ้น การบังคับขายได้ทำให้หุ้นตกลงมาอย่างต่อเนื่อง สภาพคล่องที่หดหายไปดูเหมือนว่าจะกระจายไปทั่วทำให้ “ฟองสบู่” ที่เกิดทั้งในอัมสเตอร์ดัมและปารีส “แตก” ไปด้วย ความล้มเหลวของบริษัทส่งผลต่อไปถึงภาคธนาคารที่ต้องรับภาระหนี้เสียจากการ ปล่อยกู้ซื้อหุ้น การสอบสวนของทางการในปี 1721 พบว่ามีการฉ้อฉลมากมายทั้งในระดับกรรมการบริษัทและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หลายคนต้องติดคุก วิกฤติครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของพระเจ้าจอร์จที่ หนึ่งและพรรควิกที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น และทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องย่อ ๆ ของฟองสบู่ที่เกิดจากความบ้าคลั่งของนักลงทุนที่แม้แต่เซอร์ไอแซคนิวตัน นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ยังต้องขาดทุนอย่างหนักพร้อม ๆ กับคำกล่าวอมตะที่ว่า “ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของดวงดาว แต่ไม่สามารถคำนวณความบ้าคลั่งของคน”
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 10 เมษายน 2555
ไม่มีคำว่าสาย
เพราะที่กล่าวมาทั้งหมด เงินต้นยัง "อยู่ครบ" พร้อมกับดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอน และหุ้นยังถูกมองว่ามีความเสี่ยงกว่าที่ดิน หรือทองคำในสายตาของคนทั่วไป ในแง่ที่ว่าทั้งสองอย่าง "จับต้องได้และไม่สึกหรอ" และรักษาคุณค่าได้เสมอ ราคาทองคำและที่ดินมีแต่จะ "เพิ่มขึ้น" แม้ช่วงหลังราคาทองคำอาจ "ปรับตัวลงบ้าง" ในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้ว "ไม่เสี่ยง" ผิดกับหุ้นที่ราคาขึ้นลงทุกวัน หุ้นบางตัว ราคาตกลงไปมากในเวลาสั้นๆ จนแทบจะหมดค่า และหุ้นสำหรับบางคนเหมือนกับ "กระดาษ" ที่ราคาขึ้นลงได้รวดเร็ว บางครั้งขึ้นไปหลายเท่าได้ในเวลาอันสั้น แต่บางครั้งตกลงมาได้มากมาย แทบจะไม่มีค่าเหมือน "กระดาษ" ดังนั้น หุ้นจึงเป็นอะไรที่ "เสี่ยงมาก"
นี่เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงในบางมิติ คือ โดยอิงอยู่กับการลงทุน "ระยะสั้น" และเป็นการมองทรัพย์สินหรือหุ้นเป็น "รายตัว" แต่ถ้ามองการลงทุนเป็น "ระยะยาว" และลงทุนในทรัพย์สิน หรือหุ้นเป็นแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" หรือกระจายการลงทุนโดยการถือทรัพย์สินหรือหุ้นเป็นกลุ่ม ความเสี่ยงก็จะเปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง เหตุผลสำคัญ คือ ในระยะยาว มิติสำคัญ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกตัวหนึ่ง คือ "อัตราเงินเฟ้อ" เพราะจะทำให้เงินมีค่าลดลง แม้เม็ดเงินยังอยู่ครบ ตัวอย่างเช่น อีก 20 ปีข้างหน้าเงินเฟ้อเท่ากับปีละ 3% แต่เงินลงทุนของเราได้ผลตอบแทนปีละ 2% เมื่อครบ 20 ปี เงินลงทุนโตขึ้นจาก 100 บาท เป็น 149 บาท แต่วันนั้นสินค้าจะขึ้นราคาจาก 100 บาท เป็น 181 บาท ทำให้เรา "ขาดทุน" 32 บาท หรือซื้อของได้น้อยลง 18% และนี่คือความเสี่ยงของการถือทรัพย์สินที่มีมูลค่าคงที่ แต่ไม่เติบโต หรือเติบโตช้ากว่าเงินเฟ้อในระยะยาว
มิติการลงทุนแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" ช่วยให้การลงทุน "ผันผวน" น้อยลงมากทั้งระยะสั้นและระยะยาว การลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น อาจมองได้ไม่ชัด แต่การลงทุนในหุ้น ถ้าเราลงทุนหุ้นเพียงตัวเดียว ความเสี่ยงจะสูงมาก เพราะหุ้นตัวนั้นอาจประสบปัญหารุนแรงได้ กิจการอาจจะเจ๊งไป และทำให้ราคาหุ้นกลายเป็นศูนย์ แต่ถ้าถือหุ้นหลายๆ ตัว โอกาสที่ทุกกิจการจะล้มละลายมีน้อยมาก ราคาหุ้นก็จะคละเคล้ากันไป บางตัวดี บางตัวอาจไม่ค่อยดี แต่โดยรวมราคาหุ้นจะเปลี่ยนไม่มาก ในระยะสั้น แม้เราถือหุ้นในพอร์ตหลายๆ ตัว หรือถือกองทุนรวมที่มีหุ้นจำนวนมาก มูลค่าหุ้นอาจลดลงได้เพราะปัจจัยร้อยแปด แต่ระยะยาว มูลค่าหุ้นโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย และถ้าเราถือหุ้นได้ถึง 20 ปี โอกาสที่มูลค่าหุ้นจะลดลงน้อยมาก ตรงกันข้าม โอกาสหุ้นจะขึ้นไปสูงมีมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 10% ต่อปี เงิน 100 บาทกลายเป็น 673 บาทในเวลา 20 ปี เทียบกับการฝากเงินที่เราจะได้ 149 บาทแล้ว ต้องบอกว่าการลงทุนในหุ้น ดีกว่ามากถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี หรือลงทุนระยะยาว
ข้อสรุปขั้นนี้ คือ ถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี การลงทุนในหุ้น โดยลงทุนแบบเป็นพอร์ตโฟลิโอ หรือถือกองทุนรวม จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดโดยที่มีความเสี่ยง "ต่ำที่สุด" และนี่ทำให้เราควรถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่มาก เมื่อเทียบกับทรัพย์สินอย่างอื่น มากเท่าไรขึ้นอยู่กับความมั่งคั่ง และความรู้เกี่ยวกับการลงทุนของแต่ละคน แต่ใจผมคิดว่าอย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 50% ของทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ และคนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเป็นอย่างดีจะมีหุ้นเกิน 90% ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ประเด็นสำคัญต่อมา คือ คนมักจะคิดว่าตนเองแก่แล้วหรือมีอายุมากแล้ว การลงทุนหุ้นอาจเป็นเรื่อง "สายเกินไป" แล้ว เขาไม่มีเวลา 10 หรือ 20 ปี ที่จะทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่ "ไม่เสี่ยง" เขาขอฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรดีกว่า นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ "ผิดพลาด" เรามาดูกันว่าเพราะอะไร
เรื่องที่ทำให้คนคิดผิดน่าจะอยู่ที่ประเด็น "อายุเกษียณ" หรือเวลาเลิกทำงานที่กำหนดไว้ที่ 60 ปี นี่ทำให้เรารู้สึกว่าเราแก่แล้วตั้งแต่อายุใกล้เกษียณที่ 50 ปีขึ้นไป ความเป็นจริง คือ อายุของคนกำลังยืนขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสุขภาพดีขึ้น และผมคิดว่า คนรุ่นนี้จำนวนมากจะมีอายุถึง 80 ปีขึ้นไปก่อนตาย ความสามารถลงทุนในหุ้น น่าจะทำได้จนถึงอายุ 80 ปี และนี่ทำให้ผมคิดว่า การวางแผนเกี่ยวกับการลงทุน ควรกำหนดว่า เราจะลงทุนจนถึงอายุ 80 ปี ถ้าเป็นเช่นนั้น คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เกษียณในวันนี้หรือแม้คนที่กำลังเกษียณ จึงมีเวลาลงทุนอีก 20 ปี ซึ่งทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
คำแนะนำของผมสำหรับคนที่คิดว่าตนเอง"แก่" เกิน ที่จะเริ่มลงทุน คือ การลงทุน โดยเฉพาะแนว Value Investment ไม่ได้ยาก หรือใช้พลังอะไรมากมายนัก แต่ใช้ความสุขุมรอบคอบและใจเย็นยึดมั่นศรัทธาในสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้อง ซึ่งคนมีอายุไม่ได้เสียเปรียบคนหนุ่มสาวเลย คนแก่ทำได้ แต่จริงๆ แล้ว บางทีคุณอาจไม่ได้แก่อย่างที่คุณคิด และถ้าสามารถลงทุนได้อีกถึง 20 ปี คุณก็เริ่ม "อาชีพใหม่" ได้ แม้คุณจะอายุ 60 ปีแล้ว และถ้าคุณทำได้ดี โอกาสที่คุณจะเป็น "เซียน" และมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมหาศาลก็ยังมีอยู่
พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง แอนน์ ไชเบอร์ ซึ่งผมเคยเขียนถึงนานมาแล้วว่า เธอน่าจะเป็น "ไอดอล" ของนักลงทุน "คนแก่" ทั่วโลก เพราะเธอเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 50 ปี โดยเธอเป็นเพียงเสมียน และมีเงินเดือนน้อยมากไม่ต้องพูดถึงความรู้ในการเลือกหุ้น เธอเริ่มจากเงิน 5,000 ดอลลาร์ โดยลงทุนซื้อหุ้นที่เป็น "ซูเปอร์สต็อก" ที่ผลิตและขายสินค้าที่เธอรู้จักดี เช่น โคคา-โคลา บริษัทยา เช่น เชอริงพลาวก์ เธอซื้อแล้วก็เก็บ ติดตามดูกิจการของบริษัทไปเรื่อยๆ เมื่อได้เงินปันผลมา ก็ลงทุนเพิ่มในหุ้นทบต้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายในวันที่เธอตาย ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเธอบริจาคให้กับโรงพยาบาลหมด เพราะเธอไม่เคยแต่งงานและไม่มีญาติพี่น้อง สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จระดับนั้น ก็คือ เวลาในการลงทุนอีก 51 ปี เพราะเธอตายตอนอายุ 101 ปี และผลตอบแทนที่เธอทำได้คือเฉลี่ยปีละประมาณ 17-18% ซึ่งก็เป็นผลตอบแทนที่ดีมากๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ Value Investor มีโอกาสทำได้
คนมักจะถามว่า แก่แล้วจะหาเงินมากๆ ไปทำอะไรได้ แล้ว "ไม่มีโอกาสใช้" หรือคนที่มีเงินเก็บ "พอดีๆ" อาจกลัวว่าจะขาดทุนจากหุ้น แล้วเงินจะไม่เหลือพอใช้จนตาย คำตอบของผม คือ เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร อาจคำนวณว่าเราจะตายเมื่ออายุ 80 ปี แต่เราอาจจะอยู่จนถึง 100 ปีก็ได้ และเมื่อถึงเวลา เรายังจะมีเงินพอใช้หรือไม่ การไม่ลงทุนในหุ้น จึงอาจเป็นเรื่องเสี่ยงพอๆ หรือมากกว่าการลงทุนในหุ้นก็ได้ ข้อสรุปสุดท้ายของผม คือ มีโอกาสสูงที่คุณควรลงทุนในหุ้นแม้ว่าคุณจะอายุมากแล้ว ไม่มีคำว่าสายเกินไป
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 3 เมษายน 2555
Megatrend โลก
Megatrend แรกที่ดำเนินมายาวนาน น่าจะหลายสิบปี และจะดำเนินต่อไปอีกนานมาก ก็คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี 2 ด้าน นั่นก็คือ เทคโนโลยีด้าน IT และการสื่อสารแบบเคลื่อนที่ กับเทคโนโลยีด้านชีวภาพ หรือ Biotech นี่คือเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ารวดเร็ว จนเราตามแทบไม่ทัน
ด้านของ IT เราส่วนใหญ่อาจจะได้ยินได้เห็น และได้ใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ อาจจะมีคนไม่มากที่ได้สัมผัสกับมันโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบก็อาจจะมีมากพอๆ กับเรื่องของ IT เพราะหลายเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีเกี่ยวกับยาและการแพทย์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนทำให้การรักษาโรคที่ร้ายแรงในอดีต สามารถทำได้ดีขึ้นมากในปัจจุบันและต่อไปในอนาคตอันใกล้
Megatrend ที่สอง ก็คือ เรื่องของ Wealth หรือความมั่งคั่งของคนในโลก นี่เป็นแนวโน้มที่ต่อเนื่องยาวนาน ในอดีตนั้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมักเกิดขึ้นในประเทศที่เจริญกว่า แต่ในปัจจุบันความมั่งคั่งมักเพิ่มขึ้นเร็วกว่าในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ ที่มีประชากรมากหรือมีทรัพยากรมาก ความมั่งคั่งที่มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวกับเงินซึ่งรวมถึงระบบธนาคารและการบริหารเงินและกองทุน รวมเติบโตต่อเนื่องระยะยาว และแน่นอน ส่งผลต่อราคาหุ้นโดยเฉพาะในประเทศที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
Megatrend ที่สาม คือ เรื่องของโครงสร้างอายุของประชากรในโลกที่เริ่มแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว อายุเฉลี่ยของประชากรโลกน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กเกิดใหม่มีอัตราลดลงในขณะที่คนก็มีอายุยืนขึ้น โดยที่ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น ผลกระทบ ก็คือ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและคนสูงอายุน่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
Megatrend ที่สี่ คือ เรื่องที่ผมอยากเรียกว่าเป็น “การเพิ่มขึ้นของอิทธิพลของเอเชีย” นี่คือ แนวโน้มใหญ่ที่ประเทศในเอเชียมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อ เทียบกับส่วนอื่นของโลก ประกอบกับการที่มีประชากรจำนวนมาก ทำให้เอเชียมีบทบาทและความสำคัญสูงขึ้นอย่างมากในทุกด้าน ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ผลต่อประเทศไทย ก็คือ เราจะมีการค้าและการลงทุนมากขึ้นเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวที่จะมีมากขึ้น เนื่องจากไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่อยู่ในศูนย์กลางของเอเชีย
Megatrend ที่ห้า ก็คือ เรื่อง "ภาวะโลกร้อน" นี่คือ แนวโน้มที่เพิ่งเกิดมาไม่นาน หรือน่าจะพูดว่าเราเพิ่งตระหนักมาไม่นานนัก แต่ผลกระทบอาจจะรุนแรงขนาดที่สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของโลกได้ ในระยะยาว ในระยะสั้น ผลกระทบอาจจะเป็นเรื่องของท้องถิ่นบางแห่ง ที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ ซึ่งรวมถึงภาวะแห้งแล้ง พายุ หรือน้ำท่วม ที่อาจจะเกิดขึ้นมากกว่าปกติ และนี่ทำให้เกิดความเสี่ยงโดยเฉพาะในด้านของทรัพย์สินและการดำเนินธุรกิจ เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ชัดเจนว่าจะเกิดที่จุดไหนและเมื่อใด
Megatrend สุดท้ายที่ผมจะพูดถึง ก็คือ เรื่อง Globalization หรือโลกาภิวัตน์ ซึ่งบางคนใช้คำว่า "โลกแบน" ความหมาย ก็คือ พรมแดนทางภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น จะมีความหมายน้อยลงเรื่อยๆ คนในแต่ละประเทศจะมีความคิด ค่านิยม และความเป็นอยู่คล้ายๆ กันขึ้นอยู่กับฐานะและความมั่งคั่งมากกว่าเรื่องของวัฒนธรรมประจำชาติ นอกจากนั้น แต่ละประเทศจะไม่สามารถทำอะไรตามใจตนเองได้ทั้งหมดแต่จะต้องทำในสิ่งที่เป็น ที่ยอมรับของสังคมโลกด้วย เช่นเดียวกัน การแข่งขันทางธุรกิจก็จะต้องเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ และต้องรวมไปถึงธุรกิจจากต่างประเทศทั่วโลก ผลกระทบ ก็คือ บริษัทที่มีความสามารถทางการแข่งขันสูงจะสามารถขยายตัวได้มากขึ้นมาก ในขณะที่บริษัทระดับรองหรืออ่อนแอจะอยู่ได้ยากขึ้น
สรุปก็คือ ผมคิดว่าอุตสาหกรรมที่เป็น Megatrend และจะโตเร็วและโตไปอีกนาน ก็คือ อุตสาหกรรมไฮเทคที่เกี่ยวกับ IT และการสื่อสารในระบบเคลื่อนที่ และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการแพทย์และการ ให้บริการทางการแพทย์ ในอุตสาหกรรมอื่นนั้น ผมคิดว่าธุรกิจการเงินและการบริหารเงิน และการลงทุนในหุ้น น่าจะมีอนาคตสดใส เช่นเดียวกับการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของประเทศในทวีปเอเชียที่ประชากรมี ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ซึ่งการบริโภคนี้รวมถึงการท่องเที่ยวและการเดินทางข้ามประเทศที่จะเติบโต ขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบจากการเปิดเสรีประเทศมากขึ้น จากผลของโลกาภิวัตน์ จะทำให้กิจการที่เป็นผู้นำที่โดดเด่น โดดเด่นขึ้น ในขณะที่บริษัทระดับรองลำบากขึ้น และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนนั้น จะทำให้ความเสี่ยงของธุรกิจสูงขึ้น จากภัยธรรมชาติในระยะสั้น
ผลกระทบของ Megatrend โลกนั้น แน่นอน รวมถึงประเทศไทย เพราะเราอยู่ในกระแสของโลกาภิวัตน์ด้วย ดังนั้น เราต้องนำ Trend ต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาพิจารณา ในเรื่องของการลงทุน สิ่งที่สำคัญ ก็คือ เราต้องการลงทุนในหุ้นที่อยู่ในกระแสและหลีกเลี่ยงหุ้นที่สวนกระแส แต่การลงทุนกับหุ้นที่อยู่ใน Megatrend นั้นยังไม่เพียงพอ เหตุผล ก็คือ กิจการที่อยู่ในกระแสนั้น บ่อยครั้งมีมากยิ่งกว่ากิจการที่ไม่อยู่ในกระแส การแข่งขันกันจึงรุนแรงและอาจทำให้บริษัทขาดทุนหรือล้มหายตายจากได้ง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ กิจการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี IT ที่เราเห็น “คนตาย” มากกว่า “คนอยู่” หุ้นหรือกิจการที่เราต้องการจริงๆ ก็คือ เราต้องการบริษัทที่เป็น “ผู้ชนะ” ในอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Megatrend และในราคาที่สมเหตุผล
ประเด็นสำคัญที่ตามมา ก็คือ อะไร คือ “ราคาที่สมเหตุผล” นี่เป็นเรื่องยากหรืออาจจะยากยิ่งกว่าการกำหนดว่าบริษัทอยู่ใน Megatrend และเป็น “ผู้ชนะ” หรือไม่? เหตุผล ก็คือ หุ้นที่อิงกับกระแสแนวโน้มใหญ่นั้น มักจะเติบโตไปได้ต่อเนื่องยาวนานตราบที่เขายังมีความสามารถสูงอยู่ อีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือ บริษัทที่ “กำลังชนะ” นั้น Profit Margin หรือกำไรต่อยอดขายมักจะมาทีหลัง ในขณะที่ช่วงแรกๆ ของการเติบโต ผลกำไรจะไม่สูงมาก เนื่องจากบริษัทจะเน้นไปที่การเพิ่มยอดขายมากกว่าที่จะทำกำไร ดังนั้น ในช่วงที่บริษัทยังโตเร็ว ผลกำไรอาจจะไม่สูงมาก นี่ทำให้ค่า PE อาจจะดูสูงและทำให้ราคาหุ้นดูไม่สมเหตุผลโดยเฉพาะในสายตาของ Value Investor ที่เน้นหุ้นถูกเป็นหลัก วิธีที่ดีกว่า ก็คือ การดู “ศักยภาพ” ว่า บริษัทน่าจะสามารถเติบโตมียอดขายถึงระดับไหนและมันน่าจะมีกำไรเท่าไรเมื่อ ถึงจุดนั้น โดยกำไรนั้นจะต้องคำนวณจาก Profit Margin ที่เหมาะสม ซึ่งนั่นจะทำให้เราสามารถคำนวณหากำไรและราคาหุ้นที่เหมาะสมในอนาคตได้ จากนั้นจึงมาดูว่าราคาในปัจจุบันนั้นเหมาะสมหรือไม่
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 27 มีนาคม 2555
ธุรกิจทำง่าย
ถ้ากิจการบริษัทไม่ดี หรืออยู่ช่วง "ขาลง" หรือบางที "เจ๊ง" อยู่ บริษัทต้องการ "Turnaround" หรือฟื้นฟูกิจการให้กลับมามีกำไร บริษัทก็ไปซื้อกิจการ หรือไปสร้างธุรกิจใหม่ที่กำลังมีอนาคต "สดใส" เป็นธุรกิจ "Sun Rise" หรือธุรกิจที่กำลังเติบโต ทุกคนกล่าวขวัญถึงตัวอย่าง เช่น ธุรกิจพลังงานทดแทน โดยเฉพาะที่ขายโดยได้เงินชดเชยจากหน่วยงานของรัฐ ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่กำลัง "ร้อนแรง" หรือธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ "มีกำไร" อยู่แล้ว เจ้าของอาจ "โอนเข้ามา" ในบริษัท ผลคือ ราคาหุ้นก็จะ "วิ่งระเบิด" ทั้งๆ ที่ความเป็นจริง กำไรที่จะเกิดขึ้น อาจไม่ได้มากมายอะไรเมื่อเทียบกับเงินที่ต้องใช้ลงทุน ตัวธุรกิจใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะเติบโตต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน การ Turnaround หรือฟื้นตัว อาจไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจเดิมเลย หุ้นแบบนี้จึงไม่น่าเป็นหุ้น Turnaround แต่เป็นเรื่องการทำ "ธุรกิจใหม่" ซึ่งบริษัทไม่เคยมีประสบการณ์ หุ้นจึงไม่น่ามี Value หรือมูลค่ามากนัก แค่เป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่าย และอะไรที่ทำได้ง่าย ผมมัก "ไม่ให้ราคา" มากนัก
การที่ผมไม่ให้ราคาธุรกิจที่ทำได้ง่าย เพราะธุรกิจเหล่านั้น จะไม่สามารถทำกำไรสูงๆ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์สูงได้ในระยะยาว พูดง่ายๆ กำไรที่ได้มา ต้องอาศัยการลงทุนที่ค่อนข้างสูง และสินทรัพย์ที่สูง ก็ต้องอาศัยเงินทุนของเจ้าของมาก และเงินทุนนี้มี "ต้นทุน" ซึ่งคิดไปแล้วอาจจะพอๆ กับกำไรที่ได้รับ ส่วนสาเหตุที่ธุรกิจที่ทำได้ง่ายไม่สามารถทำกำไรสูงได้ เพราะถ้าธุรกิจนั้นทำเงินมากๆ บางช่วงเวลา จะมีคนอื่นเข้ามาทำแข่ง เมื่อมีคนมาแข่งมาก ราคาสินค้าก็จะลดลง สุดท้ายกำไรของธุรกิจก็ลดลง และเมื่อกำไรธุรกิจลดลง ราคาหุ้นก็จะลดลง
ที่ผมพูดว่าธุรกิจที่ทำได้ง่าย ไม่ได้หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่บริษัทขาย ทำได้ง่าย ธุรกิจหลายอย่าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในแง่ของคนที่มาทำ พวกเขาต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรที่ชำนาญการ แต่ธุรกิจเหล่านี้ถ้าคนจะก่อตั้งขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับเจ้าเดิมอาจไม่ใช่ เรื่องยาก ทางหนึ่งคือ จ้างพนักงานเก่งๆ ที่ทำงานเหล่านั้นอยู่แล้ว ออกมาทำแข่งกับบริษัทที่มีอยู่เดิม ประเด็นคือ บริษัทใหม่ สามารถแข่งขันกับเจ้าเดิมได้โดยที่ไม่ได้มีข้อเสียเปรียบมากนัก นี่คือความหมายของธุรกิจที่ "ทำได้ง่าย" ในสายตาของผม
ตัวอย่างธุรกิจที่ทำได้ง่ายเช่น เหมืองถ่านหิน นี่ไม่ยากนัก ถ้าเรามีเงิน และต้องจ้างคนที่เชี่ยวชาญไปหาซื้อเหมืองหรือสัมปทานที่อินโดนีเซีย ขุด แล้วก็ส่งมาขายที่ไทย เช่นเดียวกัน เราอาจทำธุรกิจขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม วิธีก็คือ ต้องไป "ประมูล" เสนอราคาขายพลังงานไฟฟ้ากับการไฟฟ้า ถ้าข้อเสนอดี ก็ได้ธุรกิจ และทำธุรกิจนี้ได้ดีเท่าๆ กับคู่แข่ง หรือผู้ให้บริการรายอื่น ธุรกิจอื่นๆ ที่ผมคิดว่าทำได้ไม่ยาก รวมถึงโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย เหตุผลคือ อสังหาริมทรัพย์ มีปัจจัยสำคัญคือ ทำเลที่ตั้ง ซึ่งถ้ามีที่ดิน หรือซื้อที่ดินแล้ว ปัจจัยอื่นมักจะเป็นรอง และถ้าไม่มีก็สามารถจ้างหรือหามาได้ และนั่นเป็นที่มาว่า นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่จำนวนมาก ทำโครงการและประสบความสำเร็จได้ ที่น่าสนใจก็เช่น โครงการคอมมูนิตี้มอลล์หลายๆ แห่งที่เปิดขึ้นมาช่วงเร็วๆ นี้
กิจการบางอย่างเป็นกิจการ "โลว์เทค" ดูเหมือนจะทำได้ง่าย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ดูเหมือนว่าใครๆ ก็ทำได้ พนักงานขอให้คิดเลขเป็นก็ทำได้แล้ว ระบบต่างๆ ดูไม่ยาก และหาซื้อได้ในตลาด แต่ข้อเท็จจริงคือ สมัยนี้ การทำร้านสะดวกซื้อที่จะ "ทำกำไรได้" เป็นเรื่องยาก เพราะขณะนี้มีผู้ให้บริการรายใหญ่มากที่เขาได้สร้างกิจการมา จนได้เปรียบด้านต้นทุนและคุณภาพบริการ รวมถึงด้านการตลาด ซึ่งทำให้รายที่เข้ามาใหม่ต้องเริ่มจากขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันได้ พูดง่ายๆ เป็นธุรกิจที่ทำยาก ถ้าจะทำให้ได้กำไร และนี่คือคำจำกัดความของ "ธุรกิจที่ทำยาก" ของผม
ธุรกิจจะทำได้ง่ายหรือยาก นอกจากเรื่องธรรมชาติของอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์แล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ ตัวโครงสร้างและวงจรชีวิตของอุตสาหกรรม ว่าขณะนั้นเป็นอย่างไร บางธุรกิจที่วงจรชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ไม่มีผู้นำหรือรายใหญ่ที่แท้จริง การทำธุรกิจอาจง่าย ผู้เริ่มเข้ามาทำก่อนอาจทำได้ง่าย แต่เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตขึ้น มีการแข่งขันรุนแรงและในที่สุดก็มี "ผู้ชนะ" ที่แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมาได้มากพอ และเหนือกว่าคู่แข่งลำดับต่อๆ ไปมาก การทำธุรกิจสำหรับรายใหม่จะยากขึ้น และยากขึ้นเรื่อยๆ หน้าที่ของ VI คือ คอยวิเคราะห์ธุรกิจที่กำลังดูอยู่นั้น ทำได้ง่ายหรือยากในขณะนั้น ถ้าธุรกิจทำได้ง่ายคนมาใหม่ เราก็อย่าให้คุณค่ามาก แม้ขณะที่เราดู บริษัทอาจทำกำไรได้ดีหรือคาดว่าจะทำกำไรได้ดีก็ตาม
บางครั้งอาจจะพบว่า กิจการที่เราดูอยู่ทำกำไรได้ดีมาก แล้วบริษัทก็ประกาศขยายงานรวดเร็ว นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างตื่นเต้น และประมาณการการเติบโตกำไรในอนาคตสูงมาก อาจเป็น 2 เท่าตัว นอกจากกำไรที่โตก้าวกระโดด พวกเขาอาจตีความเป็นบริษัทที่ "โตเร็วมาก" พวกเขาก็จะให้ค่า PE สูงขึ้นมากเช่นที่เคยซื้อขายที่ 10 เท่า ก็กลายเป็น 20 เท่า ทำให้มูลค่าของหุ้นโตขึ้น 4 เท่าตัว แต่สิ่งที่ไม่ได้ดูก็คือ นี่อาจจะเป็นธุรกิจที่ "ทำได้ง่าย" กำไรที่เห็น หรือคาดอาจไม่ยั่งยืน เมื่อเวลาผ่านไป กำไรอาจถอยกลับลงมา หรือไปไม่ถึงตามที่คาด ราคาหุ้นอาจตกลงมา และคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่สูงลิ่วก็จะเจ็บตัวอย่างหนัก และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับธุรกิจที่ "ทำได้ง่าย"
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 20 มีนาคม 2555
Friday, March 16, 2012
สินค้ามือสอง
ตลาดสินค้า "มือสอง" ในไทย ต้องพูดว่ายังไม่พัฒนามากนักยกเว้นสินค้าบางอย่าง เช่น รถยนต์ เหตุผลที่สำคัญส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะไม่มีบริษัท ที่ตั้งใจ หรือทุ่มเทในการเป็น "ตัวกลาง" ซื้อขายสินค้ามือสองจริงจัง อีกเหตุผลหนึ่งที่อาจสำคัญยิ่งกว่า คือ คนไทยจำนวนไม่น้อย อาจมีความรู้สึกว่า การใช้สินค้าที่ "ผ่านการใช้งานมาแล้ว" เป็นเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์ เป็นเรื่อง "เสียศักดิ์ศรี" เป็นเรื่องที่ทำให้ถูกมองว่า "จน" หรือบางทีอาจจะรู้สึกว่าสินค้านั้น อาจจะเคยเกิด "สิ่งที่ไม่ดี" มาก่อน ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ราคาของสินค้ามือสองต่ำกว่า "สินค้าใหม่" มาก แม้สินค้ามือสองบางชิ้นจะถูกใช้มาเพียงไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน หรือไม่กี่ปี สินค้ายังอยู่ในสภาพที่ดีเกือบๆ เท่าสินค้าใหม่และอายุที่เหลือสำหรับการใช้งานยังยาวนานมาก ว่าที่จริง สินค้าบางชิ้น คือ สินค้าใหม่ เพียงแต่ผ่านการซื้อขายมาแล้ว เจ้าของไม่ใช่บริษัทผู้ขาย ประเด็นอยู่ที่ว่า ในแง่ของ Value Investor เราควรซื้อสินค้ามือสองในสินค้าแต่ละกลุ่มที่มีตลาดมือสองไหม
สินค้ามือสองกลุ่มแรก คือ คอนโดมิเนียม นี่คือ สินค้าที่ผมคิดว่า น่าจะมีราคาถูกคุ้มค่ามาก เมื่อเทียบกับคุณค่า ครั้งหนึ่งเมื่อปีสองปีที่แล้ว ผมเคยสอบถามราคาคอนโดเก่า ที่ประกาศขายย่านถนนพญาไทห่างจากสถานีรถไฟฟ้าและสวนสาธารณะเพียง 200 เมตร แม้ตัวอาคารจะสร้างมาแล้วกว่าสิบปี แต่เจ้าของเพิ่งตกแต่งห้องใหม่ ดังนั้น สภาพห้องชุดจึงดูดีและตัวอาคารน่าจะใช้ต่อไปได้อีกหลายสิบปี แม้อาคารจะไม่มีสระว่ายน้ำ แต่ก็มีห้องออกกำลังกายที่ค่อนข้าง "ว่าง" ที่จอดรถก็มีเหลือเฟือสำหรับเจ้าของทุกยูนิต ดูแล้วนี่คือ "ทำเลทอง" ที่คนจะอาศัยอยู่ในเมือง และมีความสะดวกสบายทุกอย่างยกเว้นไม่มีสระว่ายน้ำ ถ้าจะให้ผมคิดคร่าวๆ ถ้าเป็นคอนโดใหม่ และตบแต่งพร้อมในทำเลแบบเดียวกันพร้อมสระว่ายน้ำ ราคาขายคงไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาทต่อตารางเมตรขึ้นไป แต่ราคาที่เจ้าของเรียก คือ 4-5 หมื่นบาทต่อตารางเมตร
ผมเองไม่ได้ซื้อห้องชุด แต่คิดว่าถ้าผมไม่ได้มีเงินมากนัก การใช้เงิน 6 ล้านบาท เพื่อซื้อคอนโดที่ดูแล้วมีทำเล "สุดยอด" น่าจะคุ้มค่ากว่าการใช้เงินไม่ต่ำกว่า 12 ล้านบาท เพื่อที่จะมีสระน้ำ หรือสิ่งอื่นเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อยในการซื้อคอนโด "มือหนึ่ง" หรือถ้าผมไม่ต้องการ หรือไม่มีปัญญาจ่ายเงิน 12 ล้านบาทอยู่แล้ว แต่ถ้าผมต้องการซื้อคอนโดมือหนึ่งราคา 6 ล้านบาท ผมอาจได้คอนโดที่ห่างออกไปจากทำเลนี้มาก ผมอาจต้องเดินหนึ่งกิโลเมตรทุกวัน เพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้า ผมอาจจะมีสระว่ายน้ำที่ผมแทบไม่ใคร่ได้ใช้ แต่ต้องจ่ายค่าดูแลที่สูงตลอดไป สำหรับผมแล้ว คงเลือกซื้อคอนโดมือสองตรงนี้มากกว่า มันคุ้มค่า เหนือสิ่งอื่นใด ในไม่ช้า คอนโดมือหนึ่งนั้นก็จะกลายเป็น "คอนโดเก่า" อยู่ดี และนี่ก็คือ การคิดซื้อของแบบ Value Investor
สินค้ากลุ่มที่สองที่ผมคิดว่าการหาของมือสองนั้นอาจจะได้ดีลที่ดีกว่า สินค้ามือหนึ่งมาก ก็คือ บ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ เหตุผลก็เพราะการซื้อขายบ้านมือสอง มีความ "ยุ่งยาก" บางอย่าง โดยเฉพาะการกู้เงินเช่นเดียวกับการซื้อคอนโดเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างกับคอนโดเล็กน้อย ก็คือ กรณีของบ้านที่ "ติดดิน" ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของบ้าน มักมีวัตถุประสงค์ที่จะใช้เป็น "บ้านหลังแรก" มากกว่าคอนโดที่คนจำนวนมากมักซื้อไว้เพื่อเป็น "บ้านหลังที่สอง" การตัดสินใจซื้อหรือขายบ้าน จึงดูเหมือนว่าจะมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงมากกว่า
บางคนถึงขนาดที่นำเรื่องของผี หรือวิญญาณที่อาจจะ "สิง" อยู่ในบ้านเข้ามาประกอบการตัดสินใจก็มี ด้วยเหตุดังกล่าว คนที่คิดจะซื้อบ้านจำนวนมากมักจะไม่สนใจมองหาบ้านเก่า ดังนั้น คนที่ต้องการขาย "บ้านเก่า" จึงขายได้ราคาต่ำมาก เมื่อเทียบกับสภาพบ้านและทำเล ผมเองเคยขายบ้านเก่าไปในราคาที่ต่ำกว่าบ้านใหม่ในระดับเดียวกันไม่ต่ำกว่า หนึ่งเท่าตัว ผมรู้ว่าคนที่ซื้อนั้นน่าจะมีความสุขมาก เพราะเขาคือคนที่เช่าบ้านหลังนั้นอยู่และเขาสามารถไปกู้เงินแบงก์มาซื้อโดย ที่เขาจ่ายค่าผ่อนบ้านรายเดือนพอๆ กับค่าเช่าที่เขาจ่ายให้ผม
สินค้ากลุ่มต่อมาก็คือรถยนต์มือสอง นี่คือ สินค้ามือสองที่มีระบบการขายที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้น ราคาจึงไม่น่าที่จะลดลงมากเมื่อเทียบกับสินค้ามือหนึ่ง ความรู้สึกว่าเป็นรถเก่านั้น ทำลายความ "ภาคภูมิใจ" ของเจ้าของไปมาก เขาอาจจะรู้สึกว่ารถเก่ามักจะมีสภาพไม่ดีและเขาอาจจะต้องเข้าอู่ซ่อมบ่อย เปลืองน้ำมัน และปัญหาอื่นๆ สารพัด จึงอาจจะไม่คุ้มเมื่อเทียบกับรถใหม่ เหนือสิ่งอื่นใด เขาก็มีความสามารถที่จะผ่อนรถใหม่ได้อยู่แล้ว ส่วนตัวผม ในอดีตที่รถยนต์มีราคาสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของคนชั้นกลาง การซื้อรถยนต์เก่าก็มีเหตุผลที่น่าพิจารณามาก การเกิดขึ้นของรถอีโคคาร์ ซึ่งประหยัดน้ำมัน และมีราคาถูกรวมถึงผลประโยชน์อย่างอื่น เช่น ภาษีทำให้การซื้อรถเก่าอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอย่างชัดเจนอีกต่อไปได้
สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงเรื่องของสินค้ามือสอง คือ หุ้น ซึ่งบางคนอาจจะงงว่าหุ้น มีตลาดมือสองด้วยหรือ แต่ความเป็นจริง คือ หุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดนั้นต่างก็เป็น "หุ้นมือสอง" ทั้งนั้น ส่วน "หุ้นมือแรก" ก็คือ หุ้นที่ออกขายใหม่ที่ออกโดยบริษัทที่เรียกว่า IPO หรือหุ้นจองที่ขายให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก คำถาม คือ เราควรจะซื้อหุ้นมือสองหรือหุ้นมือแรก คำตอบของผมคือ เราควรซื้อหุ้นมือสองที่เจ้าของหุ้นนำมาซื้อขายกันในตลาดหุ้น และอย่าไปซื้อหุ้น IPO นอกจากในบางช่วงบางเวลาและเป็นการซื้อหุ้นเพื่อเป็นการเก็งกำไรเป็นหลัก
เหตุผลก็คือ หุ้น IPO ถูกตั้งราคาโดยเจ้าของกิจการ ที่นำหุ้นเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เจ้าของกิจการมีแรงจูงใจที่สำคัญ คือ อยากขายหุ้นในราคาที่แพงเพื่อที่ว่าเขาจะ "ได้กำไร" มากๆ จริงอยู่ คนที่กำหนดราคาและค้ำประกันในการที่จะนำมาขายให้ประชาชนทั่วไปนั้น ก็คือ บริษัทหลักทรัพย์และที่ปรึกษาการเงิน แต่ข้อมูล ผลประกอบการ และฐานะทางการเงินต่าง ๆ ก็มาจากเจ้าของกิจการที่สามารถ "ปรับบัญชี" ให้บริษัทดูดีกว่าความเป็นจริงได้อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทสูงขึ้น อย่างน้อยในช่วงเวลาที่จะขายหุ้น ดังนั้น การซื้อ "หุ้นใหม่" เราจึงมักจะต้องจ่ายแพงคล้ายๆ กับคอนโดหรือบ้านใหม่ ขณะที่ "หุ้นเก่า" หรือหุ้นมือสองที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นนั้นมักจะมีราคาที่ถูกกว่า และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ผมมักไม่ซื้อหุ้นใหม่หรือหุ้น IPO เพื่อการลงทุนเลย นอกจากในบางช่วงเวลาที่ตลาดหุ้น "ร้อนแรง" และหุ้น IPO ถูกนำมาซื้อขายเก็งกำไร ซึ่งในกรณีอย่างนั้น ถ้าผมจองซื้อหุ้น ผมก็จะรีบขายออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อหุ้นเข้าตลาด เพราะผมเห็นว่า หุ้นใหม่นั้น ราคาแพงเกินจริงเสมอ ในขณะที่หุ้นมือสองหรือหุ้นเก่าที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีทั้งหุ้นที่แพงและถูก
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 13 มีนาคม 2555
ตามรอยบัฟเฟตต์
การซื้อหุ้นของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มักตกเป็นข่าวใหญ่เสมอ เหตุผลคงเป็นเพราะนักลงทุนสนใจ และเชื่อว่าหุ้นที่บัฟเฟตต์ซื้อต้องเป็นหุ้นที่มีคุณค่ามาก และราคาถูกคุ้มค่า พวกเขาจึงอาจจะมีโอกาส "ซื้อหุ้นตามเซียน" และทำกำไรได้ง่ายๆ ผมก็สนใจติดตามข่าวการลงทุนของบัฟเฟตต์อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่เพื่อที่จะซื้อหุ้นตาม แต่อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงซื้อหุ้นตัวนั้น ความหมาย คือ เพื่อที่ว่าผมจะได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้กับการลงทุนของผมเอง ผมคิดว่า การเรียนรู้จากคนระดับบัฟเฟตต์ แม้จะอยู่ห่างไกลกันคนระดับในแง่ของการลงทุน จะช่วยให้ผมไม่ต้องลองผิดลองถูกได้ในระดับหนึ่ง และต่อไปนี้ คือ สิ่งที่ผมคิดว่า เป็น แนวทางของบัฟเฟตต์ในช่วงหลังๆ นี้
ข้อแรก การลงทุนของบัฟเฟตต์ ยัง เกาะติดอยู่กับธุรกิจหลักๆ ที่เขาทำมายาวนาน นั่นคือ เขา ชอบลงทุนกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าๆ เป็นกิจการที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่สามารถทำลายมันได้ง่ายๆ เช่น อาหารการกิน ซึ่งถึงยังไงคนต้องกิน และต้องการกินอาหารที่อร่อยมียี่ห้อระดับโลก ตัวอย่างหุ้น เช่น บริษัทคราฟท์ฟู้ด กลุ่มต่อมา คือ กลุ่มของใช้ประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพูสระผม และเครื่องประทินผิว ที่ไม่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์อะไร ยกเว้นการโฆษณา และการตลาดต่อเนื่อง ตัวอย่างของหุ้น เช่น หุ้นพร็อกเตอร์แอนด์แกมเบิล และหุ้นจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และกลุ่มสุดท้าย คือ หุ้นบริษัทค้าปลีกที่บัฟเฟตต์เพิ่งจะลงทุนไม่นานนัก ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นหุ้นที่อยู่ในเกณฑ์ที่เขาสนใจลงทุน แต่เขาอาจจะเคยเกี่ยงว่า เป็นหุ้นที่ "ไม่เคยถูก" เช่น หุ้นของวอลมาร์ท เป็นต้น
ข้อสอง หุ้นกลุ่มที่บัฟเฟตต์ ลงทุนมากที่สุดกลุ่มหนึ่งตั้งแต่อดีตและยังลงทุนอยู่เรื่อยๆ เมื่อมีโอกาส คือ หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน โดยเฉพาะหุ้นบริษัทประกันภัย ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์ นี่คือ หุ้นที่บัฟเฟตต์ลงทุนมาตลอด ขณะที่ VI เมืองไทย รวมถึงตัวผมไม่สนใจลงทุนเลย ทั้งๆ ที่บางครั้งดูเหมือนว่าเป็นหุ้นที่ "ไม่แพง" และหลายๆ ครั้งอาจจะเป็นหุ้น "VI" ได้ ตัวอย่างหุ้นการเงินที่บัฟเฟตต์ลงทุนเมื่อเร็วๆ นี้ เช่น หุ้นของแบงก์อเมริกา และบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำอีกหลายแห่งที่ประสบกับปัญหาทางการเงินอัน เพราะวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำมาก หุ้นหรือตราสารการเงินเหล่านี้ บัฟเฟตต์มักลงทุนในเวลาสั้นๆ อาจเพียง 2-3 ปีก็จะถอนออก ยกเว้นหุ้นสถาบันการเงินที่เน้นรายย่อย หรือเน้นลูกค้ามากรายที่กระจายความเสี่ยงได้ดี เช่น หุ้นประกันภัย หุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรส และหุ้นแบงก์ที่บริหารได้ดีอย่างเวลฟาร์โก้ ที่เขาจะถือหุ้นยาวนาน
ข้อสาม หุ้นไฮเทค บัฟเฟตต์ยังคง หลีกเลี่ยงเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ที่เขามองว่า เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เขายังไม่ซื้อหุ้นทั้งแอ๊ปเปิ้ล กูเกิล ไมโครซอฟท์ หรือเฟซบุ๊ค เขาได้เข้าซื้อหุ้นของ ไอบีเอ็ม จำนวนมากเมื่อเร็วๆ นี้ เหตุผล คือ ไอบีเอ็มตอนหลังได้ปรับตัวเป็น "ผู้ให้บริการ" เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และการจัดการข้อมูลแก่บริษัทต่างๆ เช่น ไอบีเอ็มเข้าไปทำหน้าที่คล้ายๆ "แผนกคอมพิวเตอร์และการจัดการข้อมูล" ของธนาคารต่างๆ ทำให้ไอบีเอ็มมีรายได้ที่แน่นอน ขณะที่แบงก์ก็ประหยัดรายจ่ายที่ไม่ต้องทำระบบต่างๆ เช่น ระบบสำรองและการดูแลให้คอมพิวเตอร์ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้น บัฟเฟตต์ ดูเหมือนจะลงทุนหุ้น "ไฮเทค" ประเภทที่เป็นผู้ผลิตที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นที่คู่แข่งตามได้ยาก เช่น หุ้นอินเทล หุ้นบริษัทผลิตเครื่องมือของอิสราเอล หุ้นบริษัทผลิตยาซาโนฟี เหล่านี้เป็นต้น หุ้นไฮเทคเหล่านี้ บัฟเฟตต์ซื้อในปริมาณไม่มากนัก
ข้อสี่ หุ้นกลุ่มที่บัฟเฟตต์ ลงทุนค่อนข้างมากเมื่อเร็วๆ นี้ คือ หุ้นที่เกี่ยวกับ พลังงานและการขนส่ง นี่เป็นกลุ่มที่ในอดีตบัฟเฟตต์ แทบไม่สนใจ เพราะภาพที่ออกมาดูเหมือนว่า จะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่บัฟเฟตต์ไม่ชอบ หุ้นกลุ่มนี้ที่บัฟเฟตต์ลงทุนไปมากที่สุดตัวหนึ่ง คือ หุ้นบริษัทรถไฟในอเมริกา ซึ่งบัฟเฟตต์มองว่าจะเริ่มได้เปรียบเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก บัฟเฟตต์เข้าไปซื้อหุ้นบริษัทน้ำมันหลายบริษัท รวมถึงปิโตรไชน่าของจีน กรณีที่เป็นโภคภัณฑ์ล้วนๆ เช่น น้ำมัน ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์อาจเข้ามาซื้อขายแบบเก็งกำไรมากกว่าจะเป็นการถือยาว
ข้อห้า หุ้น "ตะวันตกดิน" หรือหุ้นที่ดูเหมือนไม่โตเท่าไร แต่บริษัทเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและมีเงินสดเหลือเฟือ ถ้าดูกันจริงๆ เป็นหุ้นที่บัฟเฟตต์ลงทุนอยู่เหมือนกันในอดีต นี่อาจจะเรียกว่า หุ้นแนวก้นบุหรี่หรือแนวของเกรแฮม บัฟเฟตต์ห่างเหินจากหุ้นแนวนี้มานาน ตั้งแต่หุ้นเบอร์กไชร์และหุ้นประเภทขายรองเท้า หรือทำเฟอร์นิเจอร์ แต่น่าแปลก คือ บัฟเฟตต์ เพิ่งไปซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ ที่ดูเหมือนว่ากิจการกำลังตกลงมาอย่างช้าๆ แต่แน่นอน เพราะการเข้ามาของสื่อทางอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย เขาคงมองว่า ยังไงซะ Content หรือเนื้อหาที่เป็นข่าวสารยังมีค่า และถึงวันหนึ่ง ผู้ผลิตข่าวสารไม่ยอมให้คนอื่นเอาข่าวไปใช้แบบฟรีๆ ในอินเทอร์เน็ต
ข้อหก สิ่งที่เปลี่ยนไปค่อนข้างชัดเจน คือ บัฟเฟตต์ในอดีตไม่สนใจลงทุนหุ้นในต่างประเทศ เพราะอาจจะคิดว่า เขาสามารถเข้าถึงตลาด และลูกค้าต่างประเทศได้ผ่านการส่งออกของบริษัทที่เขาลงทุนในอเมริกา บัฟเฟตต์ออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นและน่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นจากจีนที่เขาได้เดินทางไปเยี่ยมเป็นประเทศแรกๆ ยุโรป ต่อมาเข้าใจว่ามีเกาหลี ไม่ต้องพูดถึงอิสราเอลที่เขาดูว่า มีบริษัทที่สุดยอดระดับโลกด้านไฮเทคอยู่ เขาคงมองเห็นแล้วว่า โลกกำลังเปลี่ยนไป อเมริกาอาจยังโดดเด่นอยู่ แต่ประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศโดยเฉพาะในเอเชียโตเร็วมาก
ข้อสุดท้าย ที่ผมจะพูดถึง คือ บัฟเฟตต์คงรักษาคุณสมบัติของการเป็นนักลงทุนที่ผมอยากเรียกว่า "กล้าและเย็นที่สุดในโลก" นั่นคือ เขาพร้อมเข้าซื้อหุ้น หรือลงทุนกิจการที่ยอดเยี่ยมในภาวะวิกฤติที่สุดที่ราคาหุ้นตกลงมาอย่างหนัก เขาเพิ่งเข้าไปซื้อหุ้นที่ "ดีที่สุด" 8-9 บริษัทในยุโรปในยามที่ยุโรปกำลังอยู่ในภาวะที่จะ "ตายหรือจะรอด" นี่เหมือนกับช่วงที่เขาเข้าซื้อหุ้นจำนวนมากรวมถึงหุ้นสถาบันการเงินใน อเมริกาช่วงซับไพร์ม ที่ทำให้เขาได้กำไรมหาศาล
ทั้งหมดนั้น ก็เป็นเพียงบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่า บัฟเฟตต์ แม้จะมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว ก็ยังมี "วิวัฒนาการ" เขาอาจเป็นคน "โลว์เทค" ที่ไม่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหลายๆ เรื่อง แต่ความคิด หรือจิตใจของเขา ผมเชื่อว่ายังทันสมัยอยู่เสมอ เขาไม่ลงทุนในหุ้น "ไฮเทค" ไม่ใช่เพราะเขาไม่เข้าใจเทคโนโลยี เขาอาจจะใช้ไม่เป็น แต่เขารู้ว่าธุรกิจ "หากินยังไง" ผมเองเชื่อว่า ถ้าบริษัท "ไฮเทค" ตัวไหนที่รักษากำไรได้ในระยะยาว ด้วยความเสี่ยงต่ำที่จะมีสิ่งอื่นมาทดแทน และด้วยราคาหุ้นที่ยุติธรรม บัฟเฟตต์คงจะสนใจ เพียงแต่ว่า ในโลกของข้อมูลข่าวสารและอินเทอร์เน็ต หุ้นแบบนั้นอาจยังไม่มีในสายตาของบัฟเฟตต์
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 6 มีนาคม 2555
ลงทุนอย่างสบายใจ
การลงทุนในหุ้น หลายๆ คนมักจะรู้สึกเครียด และมีกังวลอยู่ตลอดเวลา เขากลัวว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดในประเทศไทย หรือในโลกนี้ ซึ่งจะทำให้หุ้นตกทั้ง ตลาดและทำให้หุ้นเขาตกลงไปด้วย เขากังวลว่า หุ้นตัวที่เขาถืออยู่อาจจะมีปัญหาหรือมีเหตุการณ์ไม่ดี ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาอย่างหนัก และทำให้เขาขาดทุนมากมายอย่าง "ไม่คาดฝัน" การลงทุนในหุ้นดูเหมือนว่าจะมี "ต้นทุน" ที่ไม่ใช่ตัวเงินแฝงอยู่ นั่นก็คือ ความกังวลและความไม่สบายใจ และนั่นอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราซื้อๆ ขายๆ หุ้นบ่อย เพื่อ "ลดความไม่สบายใจ" ในสถานการณ์ที่ "ไม่แน่นอน" แต่นี่มักจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของเราลดลงในระยะยาว คำถาม คือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจได้
สูตรการลงทุนอย่างสบายใจของผม คือ ข้อแรก จงตั้งความหวังผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในหุ้นให้เหมาะสม คือ ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเฉลี่ย 10% ถ้าเราคิดว่า เรามีความสามารถสูงมาก อาจตั้งความหวังได้สูงขึ้น แต่สูงสุดไม่ควรเกิน 15% ต่อปี คำว่าระยะยาวของผม ต้องยาวไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป การตั้งความหวังที่เหมาะสม จะทำให้มีโอกาสบรรลุผลได้ไม่ยากเกินไป ซึ่งทำให้เราไม่ต้อง "เร่ง" ผลตอบแทนโดยวิธีการต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ไม่ต้องเล่น "หุ้นร้อน" หรือไม่ต้องใช้มาร์จินในการซื้อขายหุ้น ซึ่งทำให้เราลงทุนหุ้นได้แบบ "ชิวๆ"
ข้อสอง เลือกซื้อหุ้นที่เน้นความปลอดภัยของตัวกิจการเป็นหลัก นี่คือ หุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าในด้านของธุรกิจ เป็นกิจการที่ไม่ล้ำสมัยแต่ไม่ล้าสมัย เป็นกิจการที่เป็น "ผู้นำ" มีฐานะทางการเงินดี และถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก คือ เป็นกิจการที่เรามีโอกาสได้พบเห็น หรือได้ใช้บริการเป็นประจำ
ข้อสาม ต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการถือหุ้นอย่างเหมาะสม นั่นก็คือ ถ้ามีเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ก็ควรต้องมีหุ้นอย่างน้อย 5 ตัวโดยที่ตัวใหญ่สุดไม่ควรจะเกิน 30% ของพอร์ต และควรถือหุ้นในหลายๆ อุตสาหกรรม แต่ถ้ามีเงินลงทุนค่อนข้างมาก เช่น 10 ล้านบาทขึ้นไป หุ้นที่ลงก็อาจจะมากขึ้นได้ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป มิฉะนั้น เราอาจจะมีหุ้นที่เป็น "เบี้ยหัวแตก" ที่ทำให้เราขาดการเอาใจใส่ และทำให้ผลตอบแทนการลงทุนด้อยลงไปได้ โดยทั่วไปแล้ว ผมคิดว่า ถ้ามีเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ไม่ควรถือหุ้นเกิน 10-15 ตัว
ข้อสี่ เราควรพยายามตั้งเป็นกฎคร่าวๆ ว่า ในแต่ละปีเราจะซื้อขายหุ้นไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุน กฎง่ายๆ ของผม คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้นในแต่ละปี ไม่ควรเกิน 2 เท่าของขนาดของพอร์ตของเรา เช่น ถ้าพอร์ตเราเท่ากับ 1 ล้านบาทในตอนต้นปี เราควรซื้อขายหุ้นในปีนั้นไม่เกิน 2 ล้านบาท นั่นแปลว่า เราจะถือหุ้นแต่ละตัวเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี โดยเฉลี่ย ถ้าเราซื้อขายหุ้นมากกว่า แสดงว่า เราอาจจะถือหุ้นสั้นเกินไปและอาจหมายความว่าเราเป็น "นักเก็งกำไร" แทนที่จะเป็น "นักลงทุน" และประเด็นของผม ก็คือ การเป็นนักเก็งกำไร ก่อให้เกิดความตึงเครียดสูงกว่านักลงทุนมาก
ข้อห้า อย่าสนใจการขึ้นหรือลงของหุ้นแต่ละตัวมากนัก พยายามมองภาพรวมของพอร์ตหุ้นว่าเติบโตขึ้นหรือลดลง การไปเน้นดูหุ้นแต่ละตัวก่อให้เกิดความเครียด เพราะเราจะพบหุ้นที่มีราคาตกลงไปมาก และอาจพยายามไปทำอะไรกับมัน ซึ่งอาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดี ที่สำคัญ คือ อย่าไปดูราคาหุ้นทุกตัวทุกวัน วิธีที่ผมแนะนำ คือ ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เราคำนวณดูว่าพอร์ตการลงทุนของเราเป็นเท่าไร โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอยู่มากมาย การดูเป็นพอร์ต เราจะเห็นว่า ความผันผวนน้อยลงเมื่อเทียบกับหุ้นแต่ละตัว และทำให้เราเครียดน้อยลง ถ้าเราลงทุนเลือกหุ้นได้ถูกต้องโดยเฉลี่ย เราก็ควรจะเห็นพอร์ตของเราโตขึ้นอย่างช้าๆ และมั่นคงเมื่อเวลาผ่านไป
ข้อหก การที่เราจะทำอะไรกับหุ้นแต่ละตัว ไม่ควรจะเน้นไปที่ด้านของราคาหุ้นรายวัน สิ่งที่เราควรทำ คือ ทุกไตรมาส ต้องติดตามดูผลประกอบการของบริษัทว่าเป็นอย่างไร เป็นไปอย่างที่เราคาดไว้ไหม เช่น ดีขึ้น ดีขึ้นมาก แย่ลง แย่ลงมาก เพราะอะไร จากนั้นก็สามารถนำมาตัดสินได้ว่า เราจะทำอะไรกับหุ้น ปกติถ้าเราลงทุนหุ้นถูกตัวแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ต้องทำอะไร แต่บางกรณีที่เราคาดการณ์ผิด เราอาจจะขายทิ้งได้ เช่นเดียวกัน บางครั้งเราอาจจะซื้อเพิ่ม โดยวิธีนี้ เราไม่ต้องกังวลเป็นรายวันกับราคาของหุ้นมากนัก
ข้อเจ็ด เมื่อได้รับปันผลมา อย่านำเงินไปใช้หรือเอาออกจากพอร์ตถ้าไม่จำเป็น นำปันผลกลับไปซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ต เพื่อทำพอร์ตให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นหลักการลงทุนแบบทบต้น ซึ่งจะทำให้พอร์ตโตเร็วขึ้นแบบทวีคูณ เป้าหมายของเรา ควรจะตั้งไว้ว่าเราต้องการสร้างพอร์ตนี้ เพื่อเป็นเงินการเกษียณ หรือเป็นเงินมรดกลูกหลาน เงินที่เราจะนำไปใช้จ่าย ควรเป็นเงินที่เราทำมาหาได้จากน้ำพักน้ำแรงมากกว่า ถ้าคิดได้แบบนี้ ก็จะสบายใจว่า นี่เป็น "เงินเย็น" ที่จะอยู่กับเราต่อไปอีกนานเราจะเครียดน้อยลง
ข้อแปด ทุกปี เรา ต้องคำนวณหาผลตอบแทนประจำปี ดูว่า เราทำได้เท่าไร เทียบกับผลตอบแทนของตลาดและเทียบกับเป้าระยะยาวของเรา ซึ่งคือ 10-15% ที่เราตั้งไว้ ถ้าเราทำได้ดีกว่าตลาดและดีกว่าเป้า เราควรจะดีใจ โดยไม่ต้องเทียบกับคนอื่น ถ้าเราทำได้แพ้ตลาด แต่ยังทำได้ตามเป้า ก็ควรจะดีใจ เพราะในไม่ช้าเป้าหมายระยะยาวของเราก็ไปได้ถึง แต่ถ้าเราแพ้ทั้งตลาด และก็ไม่ได้ตามเป้า เราอาจจะเสียใจบ้าง แต่ควรดูต่อไปว่า ปันผลที่ได้รับในปีนั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่
ถ้ายังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน นั่นก็อาจจะเป็นเครื่องปลอบเราว่า ที่จริงการลงทุนของเรา ไม่ได้ผิดพลาด ยังก้าวหน้าไป เพียงแต่ในระยะสั้นๆ ตลาดหุ้นอาจไม่เป็นใจทำให้ราคาลดลง แต่ในอนาคต คงปรับตัวขึ้นได้ไม่ยาก ว่าที่จริง ในระยะยาวจริงๆ แล้ว ปันผล ถือว่าเป็นเครื่องวัดที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งว่า เราลงทุนได้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราที่น่าประทับใจ ก็ไม่มีอะไรต้องวิตกเลย
ทั้งหมด ก็เป็นกลวิธีการลงทุน ที่จะทำให้เรามีความสบายใจ ใช้เวลาไม่มาก ไม่เครียด และได้ผลดี โดยเฉพาะคนที่มีงานประจำเต็มเวลา การลงทุนแบบนี้เปรียบไปก็จะคล้ายๆ กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ยืนต้น ที่เราเฝ้าดูแลมันเติบโตขึ้นช้าๆ แต่มั่นคง โดยที่ไม่ต้องเร่งมัน แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง เราจะได้อาศัยร่มเงา และผลของมันมากินได้ต่อเนื่องยาวนาน และเป็นที่พึ่งของเราได้
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2555
วัฒนธรรมเภท
จอร์จ โซรอส เคย "โจมตี" ค่าเงินบาท และมีส่วนทำให้ประเทศไทยตกเข้าสู่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 นอกจากเมืองไทยแล้ว โซรอส ยังมีประวัติในการ "โจมตี" ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษและประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งโดยเฉพาะประเทศที่ยังไม่ค่อยพัฒนา เป็นประเทศที่อ่อนแอและน่าจะได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากคนที่แข็งแรง มากกว่า
ดังนั้น ในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย โซรอส คือ "ซาตาน" แต่อีกด้านหนึ่ง โซรอสกลับทำตัวเป็น "นักบุญ" เขาบริจาคเงินจำนวนมาก ช่วยเหลือประเทศและคนที่ด้อยกว่าทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเคยบริจาคเงินให้กับคนในประเทศที่มีสังคม "ปิด" ในยุโรปตะวันออกเพื่อช่วยให้คนเหล่านั้นต่อสู้เพื่อให้ประเทศของตนเป็นสังคม "เปิด" ซึ่งจะทำให้ประเทศก้าวหน้าและมีชีวิตที่ดีขึ้น บุคลิกที่ขัดแย้งกันในตัวของโซรอส ผมคิดว่า เราน่าจะอธิบายได้บ้างจากแนวความคิดที่นักวิชาการเรียกว่าเป็นเรื่องของ "วัฒนธรรมเภท"
วัฒนธรรมเภท นั้น ความหมายคร่าวๆ คือ เป็น อาการของคนที่มีบุคลิกสองด้านที่ขัดแย้งกัน ด้านหนึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปโดยปกติวิสัยตามสามัญสำนึกของตนเอง แต่ อีกด้านหนึ่ง เป็นคุณค่าหรือเป็นแก่นสารที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของตนที่อยากจะเป็น เขาคิดว่า ทั้งสองสิ่งนี้แยกออกจากกันไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ตัวอย่างที่เห็นกันมากมาย คือ เรื่องวัฒนธรรมของคนไทยในปัจจุบันที่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะที่เป็นดาราและบุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก "โหยหา" และพยายามแสดงออกถึงความเป็น "ไทย" แต่ในชีวิตปกติประจำวัน พวกเขาอยู่ในโลกของ "โลกาภิวัตน์" ความเป็นไทยสำหรับพวกเขานั้น ดูเหมือนจะเป็น "สัญลักษณ์" ที่ถูก "แช่แข็ง" ไม่เปลี่ยนแปลงและอยู่ "ในใจ" เช่น ถ้าเป็นหญิงต้องสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเป็นแม่บ้านแม่เรือน การแต่งกายต้องเป็นชุดไทยภาคกลางยุครัตนโกสินทร์ เป็นต้น
ลองมาดูตัวอย่างของวัฒนธรรมเภทของดารา ที่เรามักได้ยินบ่อยๆ เช่น ดาราหญิงดังและบางคนก็ออกแนว "เซ็กซี่" ด้วย ในภาพที่เห็นทุกวัน เธอมักมีข่าวคราวที่เป็นเรื่องของความ "ฟู่ฟ่า" เฉกเช่นเดียวกับดาราระดับ "อินเตอร์" ทั้งหลาย เช่น การใช้สินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง เดินทางต่างประเทศบ่อยๆ ใช้บริการและซื้อสินค้าที่มีราคาสูงมาก บางครั้งก็มีข่าว "คาวๆ"
ในอีกด้านหนึ่งก็บอกว่า ตนเองชอบศึกษาธรรมะและเข้าวัดบ่อย บางคนก็ "นุ่งขาวห่มขาว" ทำสมาธิอยู่ที่วัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเป็นครั้งคราว บางคนก็บอกว่าตัวเองรักและชอบวัฒนธรรมและศิลปะที่เป็น "ไทย" มาก (เวลาอยู่ที่บ้านหรือไม่ได้ทำงาน)
คนร่ำรวยและมีชื่อเสียง บางคนอาจจะเป็นผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ก็มีวัฒนธรรมเภทเช่นเดียวกัน ในชีวิตประจำวันเขาอาจจะใช้ชีวิตที่ "หวือหวาวุ่นวายและมีระดับ" เขาอาจจะขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่และขับเร็วอย่างร้ายกาจ เขาอาจจะใช้ชีวิตที่วุ่นวายกับงานธุรกิจมากมายในฐานะนักบริหารที่ทันสมัยและ เป็น "อินเตอร์" มากๆ แต่อีกด้านหนึ่งของชีวิต เขาอาจชอบสิ่งที่เป็นไทยๆ เป็นของยุคเก่า บ้างก็จะแต่งตัวเป็นไทย หรือเป็นแบบของสังคมเก่าของต่างประเทศ หรืออาจจะออกแนวนักพรต เขาอาจจะพูดถึงการใช้ชีวิตที่ "พอเพียง" และไม่ติดยึดวัตถุสิ่งของ เขาไม่อยากให้คนมองว่าเขาเป็นคนโลภที่เห็นแก่เงิน เขาอยากให้คนเห็นว่า เขาเป็นคนที่สมถะและมองคุณค่าด้านจิตวิญญาณมากกว่าสิ่งอื่นใด
ในแวดวงนักลงทุนเอง แน่นอน ต้องมีเรื่องของวัฒนธรรมเภทเช่นเดียวกัน การเป็นนักลงทุน ถ้าพูดกันไปแล้ว เป็นอาชีพที่คนในสังคมจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ "ความโลภ" เป็นอันดับต้นๆ เพราะภาพโดยทั่วไป ก็คือ เป็นธุรกิจหรือกิจกรรมที่ได้เงินมาง่าย เร็ว และมากจนบางครั้ง "ไม่น่าเชื่อ" คนที่เข้ามาในยุทธจักรของการลงทุน ต้องพร้อมที่จะ "กิน" คนอื่นเสมอ ไม่มีภาพของการ "ทำงานหนัก" อย่างคนกินเงินเดือน หรือนักธุรกิจที่ต้องทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับสิ่งที่ทำ และได้ผลตอบแทนมาอย่างเหมาะสม ชีวิตของนักลงทุนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไร ก็เป็นอย่างนั้น พวกเขาอยู่กับความโลภ ชีวิตประจำวันก็เกี่ยวข้องอยู่กับกิเลส ความอยากได้และความร่ำรวย
นักลงทุนที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงบางคนก็เช่นเดียวกับคนที่ประสบความ สำเร็จในวงการอื่น เขาไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนโลภ อยู่ในโลกที่ฟุ้งเฟ้อ เขาอยากจะมีอีกโลกหนึ่ง ที่ไม่มีความโลภอยากได้ใคร่ดี โลกของคนที่อยู่ในศีลธรรมมีธรรมะประจำใจ มีชีวิตที่พอเพียง เขาอาจจะพูดถึงเรื่องการทำสมาธิเพื่อให้ใจสงบ แต่ในชีวิตจริงนั้น เขายังเล่นหุ้นที่ร้อนแรง และซื้อขายที่รวดเร็ว เขาอาจจะพูดถึงความสมถะไม่โลภ แต่ในชีวิตจริง เขายังเล่นหุ้นแบบ "ทุ่มตัวเดียว" และใช้มาร์จินเต็มวงเงิน เขาอาจจะใช้เงินทองซื้อหาสิ่งของเท่าๆ กับคนรวยที่มีฐานะเท่าเทียมกัน แต่อาจมีบางด้านที่ทำตัว "แบกะดิน"
ในความรู้สึกของผม วัฒนธรรมเภทนั้น คงเกิดขึ้นจากความต้องการของคนที่จะมีเอกลักษณ์ และต้องการตัวตนที่แตกต่างจากคนอื่น ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องหรือเป็นที่ "น่าทึ่ง" สำหรับคนทั่วไป ดังนั้น เราพยายามสร้างสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงแต่เป็นสิ่งที่อาจจะอยู่ใน "จินตนาการ" และเป็นสิ่งที่คนยอมรับมากกว่าชีวิตที่เป็นจริงของเรา
ในฐานะของ Value Investor การรู้เรื่องของวัฒนธรรมเภทนั้น น่าจะ มีประโยชน์ อย่างน้อยในแง่ที่ว่ามันช่วยให้เราได้รู้จักโลก หรือคนมากขึ้นว่า คนเรา บางทีก็มีสองบุคลิก สิ่งที่เราได้เห็นได้ยินได้ฟังจากปากของคน อาจจะไม่ใช่ของจริง เขาอาจจะบอกในสิ่งที่ทำให้เขาดูดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำจริง กลยุทธ์และเทคนิคที่เขาใช้ลงทุน ที่ออกมาจากปากของเขาอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาปฏิบัติจริงๆ
เช่นเดียวกัน ชีวิตและความคิดของเขา อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น แต่คำถามที่ตามมา ก็คือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนคนหนึ่ง มีตัวตนที่แท้จริงอย่างไร เราควรจะเชื่ออะไร
คำตอบของผม ก็คือ ถ้าจะดูบุคลิกที่เป็นจริงของใคร การดูในช่วงวัยเด็ก หรือดูพื้นฐานทางสังคมที่เขาผ่านมาในวัยเด็ก น่าจะเป็นตัวบอกที่ดีที่สุด จริงอยู่ คนเราเปลี่ยนแปลงได้ แต่นั่นเป็นข้อยกเว้น เราจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนจริงๆ แต่ ถ้าเราไม่รู้จักเขาในวัยเด็ก และไม่รู้จักพื้นเพของเขาเลย การที่จะรู้จักเขาได้ถูกต้องจริงๆ น่าจะดูจากการกระทำมากกว่าที่มาจากคำพูด ถ้าสองสิ่งนั้นไม่ตรงกัน
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2555